เวลาประมาณ 22.00 น. 
ภายในหน้าจอโทรทัศน์ นักข่าวหนุ่มคนหนึ่งอยู่หน้ากล้อง กล่าวทักทายผู้ชมทางบ้าน 
"สวัสดีท่านผู้ชม พบกันเช่นเคยกับรายการของพวกเรา 
ตอนนี้ ข่าวเด่นข่าวดังมาก ก็คือเรื่องการแต่งตั้งผู้นำประเทศซาคาร่าขึ้นมาแทน ฟอวเกีย มาเอแรน ที่เพิ่งเสียชีวิตไปในสงครามที่เขาก่อขึ้นมา 
ล่าสุดนี้ ทางรัฐบาลชั่วคราวแห่งซาคาร่า มีแถลงการณ์ออกมาแล้ว เกี่ยวกับการคัดเลือกผู้นำประเทศคนใหม่ ผมจะอ่านใจความของแถลงการณ์ฉบับนี้ให้ท่านผู้ชมฟัง" 

ภาพตัดจากห้องส่งไปเป็นสไลด์โชว์ข้อความขึ้นมาแทน นักข่าวคนเดิมอ่านออกเสียงตามข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอดังนี้ 

"ประเด็นนี้ คงจะต้องท้าวความไปถึงยุคที่มนุษย์เพิ่งฟื้นฟูอารยธรรม หลังจากการล้างโลกครั้งยิ่งใหญ่ของพวกปีศาจ 
ยุคโน้น ประชาชนต่างก็อดอยาก การฟื้นฟูประเทศเป็นเรื่องสำคัญกว่าการทำสงครามเข่นฆ่ากันเหมือนกับสมัยก่อนที่ปีศาจจะมาล้างโลก 
ดังนั้น ทรัพยากรเท่าที่เหลืออยู่ จึงนำมาใช้เพื่อสร้างสิ่งที่ทำให้ชีวิตปลอดภัย สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีทรัพยากรเหลือพอที่จะสร้างอาวุธทำลายล้างสูงเลย 
จนถึงทุกวันนี้ อารยธรรมต่าง ๆ ก็ฟื้นฟูจนผู้คนอยู่ดีกินดีแล้ว แต่ทรัพยากรของแต่ละประเทศก็ไม่ได้ถูกแบ่งมาสร้างอาวุธสงครามทำลายล้างสูงเลย 
เมื่ออาวุธทำลายล้างสูงไม่ได้ถูกสร้างขึ้น มนุษย์ก็ต้องใช้พลังของตัวเองเป็นหลัก 
หลาย ๆ ประเทศบนโลก รวมทั้งประเทศซาคาร่าก็มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้นำประเทศแบบเดียวกัน นั่นคือคัดเลือกจากพลังในการต่อสู้ และไม่ใช่ว่าปล่อยพลังใส่กันท่าเดียว ใครพลังเยอะกว่าชนะ นอกจากความแข็งแกร่งในทางกายภาพสูง ยังต้องมีสติปัญญาที่ล้ำเลิศอีกด้วย 
ทำไมมนุษย์จึงต้องเลือกผู้นำที่เก่งกาจในด้านการต่อสู้นะหรือ ก็เพราะประชาชนหวังว่าพลังในการต่อสู้จะทำลายสิ่งชั่วร้ายได้ เมื่อสิ่งชั่วร้ายถูกทำลายไป พวกเขาก็จะปลอดภัย 

แต่สงครามที่ผ่านมานี้ ก็ทำให้รัฐบาลซาคาร่าเข้าใจแล้วว่า ผู้นำประเทศที่มีพลังมากไม่ได้ช่วยให้ประชาชนสงบสุขเสมอไป 
รัฐบาลก็เลยลงมติว่า จะคัดเลือกผู้นำโดยใช้หลักเกณฑ์ใหม่ ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเรื่องความสามารถในการต่อสู้ จะคัดเลือกผู้นำประเทศที่เป็นศูนย์รวมทางด้านจิตวิญญาณ เป็นที่พึ่งทางใจของประชาชน ช่วยเติมเต็มชีวิตชีวาให้แก่ผู้คน ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการบริหารประเทศด้วย เรื่องเศรษฐกิจ สังคม ทางรัฐบาลกลางเป็นผู้ดำเนินการเอง 
ทางรัฐบาลได้คัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเพียงพอมาพิจารณาแล้ว และจะประกาศชื่อของผู้นำทางจิตวิญญาณคนใหม่แห่งประเทศซาคาร่า ในวันพรุ่งนี้ เวลา 17.00 น." 

ผู้คนมากมายได้รับทราบแถลงการณ์จากรัฐบาลซาคาร่า ผ่านทางสื่อโทรทัศน์ แต่ละคนก็คิดกันไปต่าง ๆ นา ๆ ว่าผู้นำทางจิตวิญญาณที่ว่านี้ จะชี้นำประเทศได้ขนาดไหน 
แดรนซิสเองก็นั่งดูรายการข่าวนี้จากโทรทัศน์ที่บ้านตัวเอง เขาหันหน้าไปหาโดมิแนท แล้วชวนคุยว่า "เฮ้ เจ้าคิดว่าประเทศซาคาร่าจะเป็นยังไงต่อไปนะ" 
โดมิแนท "ก่อนจะสนใจประเทศอื่น ท่านห่วงตัวเองก่อนเถอะค่ะ อีกไม่นานแคเรวินคงกลับประเทศไป เค้าจะไม่อยู่คุ้มหัวท่านแล้วนะคะ" 
แดรนซิส "จริงอย่างที่เจ้าว่า กษัตริย์ซาคาร่าคนใหม่คงไม่มาหาเรื่องพวกเราหรอก จะกลัวก็แต่พวกลัทธิบริโภคนิยมจากทัสคาลนี่ละ ที่จะมารังควานเมืองนี้ เมื่อวันก่อนมีทหารระดับสูงของทัสคาลไปหาเรื่องแคเรวินด้วย" 
โดมิแนท "แล้วท่านคิดหาทางเอาตัวรอดได้หรือยังคะ ?" 
แดรนซิส "ยังคิดไม่ออก แต่ก็ช่างเถอะ ถึงตอนนั้นข้าก็คงคิดออกเอง" 
เจ้าของบ้านเดินไปที่หน้าจอทีวี แล้วกดปุ่มปิดสวิตส์ จากนั้นก็พูดว่า "นี่ก็ดึกแล้ว ขึ้นไปนอนดีกว่า" โดมิแนทรับทราบแล้วค่อย ๆ เดินไปกดสวิตส์ไฟทีละดวงจนชั้นล่างเหลือแต่ความมืด แดรนซิสเดินนำหน้าขึ้นไปยังห้องนอนชั้นสอง เขาหยิบเบาะมาปู แล้วนอนลงไป โดมิแนทก็มานอนอยู่ข้าง ๆ ตัวเขาตามเคย 

แดรนซิสยังไม่หลับในทันที เขายังนอนคิดเรื่องอนาคตของเมืองนี้อย่างเงียบ ๆ 
"ทำยังไง ข้าถึงจะมีอำนาจพอที่จะหยุดยั้งลัทธิบริโภคนิยมได้นะ...? ข้าจะรักษาความสงบสุขที่นี่ได้อีกนานขนาดไหนกัน ? 
พวกนักการเมือง นักธุรกิจ ก็จ้องแต่จะสูบทรัพยากรธรรมชาติไปสนองกิเลศตัวเองเท่านั้น คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้บริโภคเยอะที่สุด หลงคิดไปเองว่าการบริโภคคือความสุข 
ชีวิตของคนที่อยู่ในวงจรแบบนั้น ไม่มีความสุขหรอก เพื่อให้ได้บริโภค ก็ยิ่งต้องทำงานหนัก เพื่อหาเงินมาซื้อวัตถุมาสนองกิเลศ การทำงานมันเป็นภาระที่น่ารังเกียจเสียจริง 
ข้าไม่ยอมให้ตัวข้าและชาวเมืองเข้าไปในวงจรแบบนั้นหรอก 
ยังไงข้าก็เป็นแค่ผู้ปกครองเมือง เมืองก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของประเทศ ข้าจะไปสู้กับคนที่เป็นผู้นำประเทศนี้จริง ๆ ได้ยังไงกัน ?.........." 

.... 
ณ ที่ว่างเปล่า แห่งหนึ่ง 
เซนด้า เกรสโทรี่ ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า เซนด้ามองไปรอบ ๆ ก็พบเห็นแต่เพียงสีขาวโพลน ไม่รู้ว่าทิศไหนคือทิศเหนือ ทิศใต้ ไม่รู้ว่าทางไหนกันแน่ที่เป็นด้านบนหรือด้านล่าง 
เซนด้าขยับแขนขา ทำท่าเหมือนกับว่ายน้ำดู เขาพยายามสังเกตว่าตนเองเคลื่อนที่ไปทางทิศใดหรือเปล่า แต่ก็ไม่อาจจะรู้สึกได้ว่าเคลื่อนที่ไปทางใด 

เขาหันซ้ายหันขวา มองสิ่งที่อยู่รอบข้างอีกครั้ง แล้วก็พบเงาสีดำค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในตำแหน่งที่ดูเหมือนไกลออกไป เงานั้นก่อตัวเป็นรูปผู้หญิงผมยาว เซนด้าเห็นรูปร่างของหล่อนได้ไม่ชัดเจนนัก พอจะประเมินได้แค่เพียงว่าเป็นผู้หญิงที่ตัวค่อนข้างสูง ทรวดทรงโค้งเว้าค่อนข้างชัด น่าจะดูเหมือนสาววัยผู้ใหญ่คนหนึ่ง

เซนด้าได้ยินเสียงมาจากทางผู้หญิงคนนั้นว่า "นี่คือความสิ้นหวังของโลกนี้ และของตัวเจ้าเองด้วย" 
เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงผู้หญิง ผู้ได้ยินเสียงนี้รู้สึกได้ถึงความรู้สึกด้านลบมากมายมหาศาล ที่มาพร้อมกับเสียงนี้ 
เมื่อสิ้นสุดคำพูดของเงาหญิงสาวสีดำ ก็มีเงาสีดำอีกมากมาย ผุดขึ้นมาตามตำแหน่งต่าง ๆ มันก่อรูปร่างเป็นรูปผู้หญิงเหมือนกับเงาที่ปรากฏออกมาตอนแรก จากนั้นร่างเงาของผู้หญิงทุกคนก็ลอยเข้ามาหาเซนด้า พวกเธอเหล่านั้นเข้าใกล้ตัวเซนด้ามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมือของร่างเงาร่างหนึ่งสัมผัสถูกตัวเขา เขารู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างสัมผัสถูกตัวจริง ๆ จากนั้นร่างเงาที่เพิ่งเข้ามาถึงตัวได้ก็ซึมเข้าไปในร่างของเซนด้า 

เซนด้าพยายามจะดิ้นขัดขืน แต่ก็ไม่รู้สึกว่าตนเองขยับออกจากที่เดิมไปได้เลย ร่างเงามืดนับไม่ถ้วนซึมเข้าไปในตัวเขา บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนจากสีขาวโพลนเป็นสีดำสนิท เซนด้ายกมือขึ้นมาอยู่ในระดับสายแต่ แต่เขาก็มองไม่เห็นมือตัวเอง เขาเห็นแต่เพียงสีดำมืดมิดเท่านั้น 
.... 
.. 

เซนด้ารู้สึกตัวอีกครั้ง เขามองเห็นสิ่งรอบข้างเป็นห้องนอนตามปกติของเขาเอง เขาลุกขึ้นจากที่นอน แล้วหันซ้ายหันขวามองหาสิ่งผิดปกติ เขาพูดกับตัวเองว่า 
"วัตถุรอบ ๆฉันเองนี้ ดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติเลย ห้องนอนก็ยังเป็นห้องนอน บ้านก็ยังเป็นบ้าน 
ความฝันเมื่อกี้นี้ ก็จำได้เลือนลางเหลือเกิน...... นึกออกแค่ว่ามีเงาสีดำก่อตัวเป็นรูปผู้หญิงหลาย ๆ คน เข้ามารุมฉันเท่านั้นเอง... 
แต่รู้สึกได้ว่า ตัวฉันมีอะไรบางอย่างผิดปกติไป จู่ ๆ ก็รู้เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนขึ้นมาเฉย ๆ และมีพลังอะไรบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วย..... มันเพิ่งจะผุดขึ้นมาเมื่อกี้นี้เอง....." 

เซนด้าหันหน้าไปดูนาฬิกาแขวนบนผนัง ก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาประมาณ 7.30 น. 
"ถ้าเป็นเหมือนอย่างเมื่อก่อน ฉันก็จะเดินทางไปที่มหาวิทยาลัย 
แต่ตอนนี้ มหาวิทยาลัยก็พังยับเยินไปแล้ว อีกหลายวันกว่าจะซ่อมเสร็จ 
จะไปไล่กวาดพวกสถุลที่มาตีกันหน้าโรงงาน ก็ยังไม่ถึงเวลางานของเราเอง 
แล้วเราจะทำอะไรต่อดีนะ... ? ว่าแต่ โลกนี้ยังเหลืออะไรให้ฉันทำอีกหรือ ? มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความวุ่นวาย ดูท่าผู้คนจะไม่สำนึกถึงความทุกข์ยากจากสงครามที่เพิ่งจบไปเลย 
ปัญหาระดับชาติกับปัญหาระดับโลกใหญ่เกินกว่าที่ฉันคนเดียวจะแก้ไขได้ จะใช้ชีวิตสวยหรูเหมือนตอนจบในการ์ตูนน่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก แค่หาเลี้ยงชีพตัวเองให้ได้ก็ยากแล้ว 
โลกนี้สิ้นหวังแล้ว ตัวฉันเองก็สิ้นหวังเช่นกัน...... ฉันมองไม่เห็นหนทางอื่นแล้ว.... 
ในเมื่อมันสิ้นหวังกันถึงขนาดนี้ ก็มีแต่เรื่องนี้แหละ ที่ฉันทำได้......" 

เซนด้าหยิบกุญแจห้องทดลองของเคริโอสเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วเดินตัวเปล่าออกจากบ้านหน้าตาเฉย 

ณ ที่กบดานของเคริโอส 
เสียงโทรศัพท์มือถือของเคริโอสดังขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนจอภาพคือ "โรดิวิน" 
ท่าทางของเคริโอสยังคงปกติ เธอกดรับสายแล้วพูดว่า "สวัสดีค่ะ คุณโรดิวินต้องการฉันแล้วหรือคะ ?" 
เสียงของผู้ที่โทรศัพท์มาหาเคริโอสเป็นเสียงผู้ชาย เขาพูดว่า "ยังร่านไม่เปลี่ยนเลยนะเธอ ที่อุตส่าห์โทรมาหานี้น่ะ มาคุยเรื่องงาน" 
เคริโอส "อ๋อ เหรอ งั้นว่ามา" 
โรดิวิน "ฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ คือว่า ทุนวิจัยสำหรับ "โครงการผงาดเหนือฟ้า" แทบจะไม่เหลือแล้ว ไม่มีทางสร้าง Homunculus หรือ Chimera ได้เพิ่มอีกแม้แต่ตัวเดียว" 
เคริโอส "แล้วผู้สนับสนุนทุนวิจัยของพวกเรา ก็เลิกให้ทุนสนับสนุนไปแล้วสินะ" 
โรดิวิน "ใช่แล้ว "โครงการผงาดเหนือฟ้า" เกือบจะเจ๊งไปแล้ว" 
เคริโอส "เธอพอจะหาผู้สนับสนุนรายใหม่ให้ได้หรือเปล่า ?" 
โดริวิน "หามาแล้ว แต่ยังไม่มีหน่วยงานไหนยอมออกทุนวิจัยให้เลย คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้ว พวกเราได้ทุนวิจัยมาทำได้ขนาดนี้ก็อัศจรรย์ใจมากแล้ว โครงการที่ดูจะห่างไกลจากผลสรุปที่แท้จริงอย่างนี้ ออกทุนให้ก็ดูจะไม่เกิดประโยชน์อะไร สู้เอาเงินไปสนับสนุนโครงการที่สร้างอะไรที่ดูชัดเจน เป็นไปได้ น่าจะมีประโยชน์กว่า" 
เคริโอส "เฮ้อ~ โครงการนี้มันก็ห่างไกลจากผลสรุปที่แท้จริงอย่างที่เธอว่ามานั่นละ ฉันเองก็ยังคลำหาทางไปต่อไม่ได้สักทีเหมือนกัน แล้วจากนี้ไปมีอะไรที่ฉันต้องทำต่อบ้าง ?" 
โรดิวิน "จากนี้ไปเธอก็มีหน้าที่แค่ส่งข้อมูลโดยละเอียดของ Homunculus และ Chimera ทั้งหมดมา แล้วก็คืนอุปกรณ์ในห้องทดลองมาด้วย" 
เคริโอส "ว้า~ น่าเสียดายแฮะ แค่ส่งข้อมูลกับคืนอุปกรณ์ก็พอใช่ไหม ตัว Homunculus กับ Chimera ต้องส่งตัวไปให้หรือเปล่า ?" 
โรดิวิน "ยังไม่จำเป็นในตอนนี้ ให้เธอสังเกตพฤติกรรมของพวกเขา สัก 1 ปี แล้วส่งรายงานพฤติกรรมของพวกเขามาก่อน จากนั้นถ้าพวกเขายังมีชีวิตรอด ก็ค่อยให้มาทำงานชดใช้ทุนวิจัยที่ซาคาร่า เรื่องค่าตอบแทนนักวิจัย ทางโน้นเขายินดีจ่ายให้ตามที่ตกลงกันไว้ตอนแรก" 
เคริโอส "เออ ก็ได้ ก็ได้ เรื่องส่งอุปกรณ์คืนน่ะ เขากำหนดเวลาส่งไว้เมื่อไร ?" 
โรดิวิน "ให้เวลาอีกสัก 1 สัปดาห์ นับจากนี้" 
เคริโอส "อีก 1 สัปดาห์เองเหรอ ? เลื่อนอีกหน่อยเถอะน่า" 
โรดิวิน "ทำไมเธอถึงอยากจะยืดเวลาออกไปอีกล่ะ ฉันพอจะเดาได้ว่า วัตถุดิบในห้องทดลองของเธอน่ะแทบจะไม่เหลือแล้ว ไม่มีทางทำอะไรต่อได้หรอก" 
เคริโอส "ตัวฉันน่ะทำไม่ได้ แต่ลูกศิษย์ของฉันอาจจะทำได้" 
โรดิวิน "พูดจาเป็นการ์ตูนไปได้ ตัวเธอซึ่งน่าจะเก่งกว่าเขาเยอะ ยังทำไม่ได้เลย แล้วตัวเขาจะทำอะไรได้" 
เคริโอส "เรื่องบางเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเก่งขั้นเทพหรอก แค่มีหัวคิดนอกกรอบเดิม ๆ ก็ทำได้แล้ว" 
โรดิวิน "ถ้าหัวคิดแล่นได้ถึงขนาดนั้นจริง ก็ทำให้ได้ภายใน 1 สัปดาห์แล้วกัน ยังไงเธอก็ต้องคืนอุปกรณ์ทั้งหมดที่ยืมมาภายใน 1 สัปดาห์ นักวิจัยในโครงการอื่น ๆ เขาก็ต้องใช้เหมือนกัน และฉันก็ส่งคนไปดูสถานที่จริงมาแล้วด้วย ถึงเวลาพวกเขาจะไปขนของเอง" 
เคริโอส "เออ ก็ได้ ๆ อีก 1 สัปดาห์ ฉันจะส่งอุปกรณ์คืน" 
โรดิวิน "ขอบใจ ที่ยอมทำตาม แค่นี้ละ" 
พอพูดจบ โรดิวินก็วางสายไป 

ณ ตึกเรียนภาควิชาแปรธาตุ แห่งมหาวิทยาลัยปัญญาศาสตร์ 
เซนด้าเดินทางมาถึงหน้าตึก เขาเห็นผู้หญิงใส่ชุดรัดรูปคล้ายชุดนักบินยืนอยู่ตรงหน้า เธอปล่อยผมสีม่วงยาวสยาย ที่แขนของเธอมีปีกแสงสีชมพูอ่อนติดอยู่ด้วย เธอหันหน้ามาหาเซนด้า บนดวงตาของเธอมีแว่น แบบเป็นแผ่นใส ๆ แผ่นเดียว คาดยาวจนครอบลูกกะตาทั้งสองข้างได้ 

http://sri_the_creater.webs.com/resen.jpg 

ผู้หญิงในชุดรัดรูปสีม่วงถามเซนด้าว่า "คุณมาทำอะไรที่นี่ ?" 
เซนด้าหยุดคิดไปชั่วครู่หนึ่ง แล้วก็ตอบว่า "ผมจะมาใช้ห้องทดลอง" 
สตรีผมม่วง ถามต่อไปว่า "ใช่ห้องทดลองของเคริโอสหรือเปล่า ?" 
เซนด้าพยักหน้า ตอบทันทีว่า "ใช่" แล้วก็ย้อนถามไปบ้างว่า "แล้วคุณเองล่ะ มาทำอะไรที่นี่ ?" 
สตรีผมม่วง ตอบว่า "แค่มาดูให้แน่ใจว่าห้องทดลองของเคริโอสอยู่ที่ไหนเท่านั้นแหละ" 
เซนด้า "คุณจะทำอะไรกับห้องทดลองนั้นกัน ?" 
สตรีผมม่วง "ฉันได้รับการไหว้วานให้มาขนอุปกรณ์ทั้งหลาย ส่งคืนให้แก่เจ้าของเดิม" 
เซนด้า "หา!?" 
สตรีผมม่วง "คุณคิดว่าอุปกรณ์ในห้องทดลองเป็นของเคริโอสทั้งหมดจริง ๆ เหรอ ? ของในนั้นน่ะ เคริโอสยืมมาทั้งนั้น ทุนวิจัยที่ขอมาก็ใช้ไปเกือบหมดแล้ว สปอนเซอร์ก็ไม่ให้เงินสนับสนุนต่อไปแล้ว" 
เซนด้า "คุณบอกว่า มาดูเพื่อให้แน่ใจว่าห้องทดลองของเคริโอสอยู่ที่ไหน แต่คุณก็ไม่ได้บอกตั้งแต่แรกว่าจะมาเอาอุปกรณ์คืน หมายความว่า คุณคงจะไม่ขนของทั้งหมดเดี๋ยวนี้เลยใช่ไหม ?" 
สตรีผมม่วง "ไม่ขนของกลับวันนี้หรอก อีก 1 สัปดาห์ ค่อยมาขนจริง ๆ ถ้าเธอคิดว่าจะทำอะไรได้ภายใน 1 สัปดาห์นี้ ก็ทำไป" 
เซนด้า "1 สัปดาห์งั้นเหรอ... อืม... มีเวลาให้เท่านี้น่ะ เหลือเฟือ" 
สตรีผมม่วง "ถ้าคิดว่าทำอะไรได้ ก็ทำไปซะ ขอแค่อย่าทำเครื่องมือพังก็พอ พวกวัตถุดิบ สารเคมีที่เหลืออยู่ เธออยากเอามาใช้เท่าไรก็แล้วแต่เธอ" 
เซนด้า "ไม่ต้องห่วงหรอก งานนี้ ผมไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเยอะนัก และไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบเยอะด้วย ทุกอย่างจะส่งคืนให้แก่เจ้าของเดิมได้อย่างปลอดภัย" 
สตรีผมม่วงสลายปีกแสงที่แขน ขนนกแสงร่วงลงมาเล็กน้อยแล้วมันก็ค่อย ๆ จางหายไป เธอพูดต่อไปว่า "ได้อย่างนั้นก็ดี เอาละ คุณนำทางฉันไปที่ห้องทดลองหน่อยซิ" 
เซนด้า "ได้ ตามผมมา" 
ลูกศิษย์ของเคริโอสเดินนำหน้าสตรีสวมชุดนักบินเข้าไปในตึก พวกเขาเดินตามทางมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าประตูห้องทดลอง เซนด้าหยิบกุญแจออกมาแล้วไขมันเข้าไปในห้อง เขาเดินเข้ามาในห้องแล้วก็ปล่อยให้ประตูเปิดค้างอยู่อย่างนั้น สตรีผมม่วงก็เดินตามเข้ามาด้วย เซนด้าเดินตรงไปยังหลอดแก้วขนาดใหญ่ที่เคยมี Homunculus อยู่ในนั้น รอบ ๆ หลอดแก้วนั้นมีอุปกรณ์หลายอย่างเชื่อมต่อกับหลอดนั้นโดยตรงอยู่ 
สตรีผมม่วงหันซ้ายหันขวามองรอบ ๆ ห้องสักพัก แล้วก็ถามเซนด้าว่า "ว่าแต่คุณเชื่อฉันทันทีได้ยังไงกัน ว่าฉันได้รับการไหว้วานให้มาขนอุปกรณ์จริง ๆ ฉันอาจจะเป็นพวกแอบอ้างเฉย ๆ ก็ได้นะ" 
เซนด้าหันตัวมาทางสตรีผมม่วง แล้วตอบว่า "ผมไม่หวังอะไรกับโลกใบนี้แล้ว ถ้าอะไรแย่ ๆ มันจะเกิดขึ้น ก็ปล่อยให้มันเกิดไป" 
สตรีผมม่วง "พูดอย่างนี้ เหมือนไม่ค่อยรักชีวิตเลยนะ" 
เซนด้า "ชีวิตในกลียุคอย่างนี้ ไม่อยากจะรักมันนักหรอก" 
สตรีผมม่วง "งั้นก็ช่างเธอ ฉันจำที่อยู่ของห้องทดลองนี้ได้แล้ว ฉันไปก่อนละ อีก 1 สัปดาห์ ฉันจะมาขนของ" พูดเสร็จเจ้าหล่อนก็เดินออกไปทางประตู แล้วก็ปิดประตูให้ด้วย 

เซนด้าลากถังใบหนึ่งซึ่งขนาดใหญ่พอ ๆ กับตัวเองออกมาจากมุมห้อง เขาลากมันมาวางใกล้ ๆ กับหลอดแก้วขนาดใหญ่ จากนั้นเขาใช้มือก็เปิดฝาถังออกมา แล้วเอาสายยางที่อยู่ใกล้ ๆ หลอดแก้วหย่อนลงไป แล้วก็เดินไปยังแผงสวิตส์ที่ติดกับหลอด แล้วก็กดสวิตส์ เสียงเครื่องดูดทำงาน แล้วของเหลวในถังก็ถูกดูดผ่านสายยาง ในหลอดแก้วเริ่มมีของเหลวแบบเดียวกันโผล่ขึ้นมาจากฐานขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเต็ม 
ลูกศิษย์คนโปรดของเจ้าของห้องทดลอง กดปุ่มเดินเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างที่เชื่อมต่อกับหลอดแก้วนั้น ภาพความฝันของเมื่อคืนนี้ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง สารพัดวิชาด้านมืดทั้งหลายปะติดปะต่อกันเองในความคิดของนักแปรธาตุหนุ่ม แล้วเซนด้าก็ร่ายเวทย์ใส่ตัวเอง วงเวทย์สีดำปรากฏบนพื้นส่วนที่เขายืนอยู่ แล้วแสงสว่างรอบ ๆ ห้อง ก็ค่อย ๆ ถูกดูดกลืนไป จนเซนด้ามองเห็นแต่ความมืดมิดอยู่รอบ ๆ ตัว 

เซนด้าลั่นวาจาว่า "Homunculus ที่แข็งแกร่งที่สุด จงถือกำเนิดขึ้นมา! เจ้าจงใช้พลังของเจ้าชำระล้างโลกอันสิ้นหวังนี้เสีย!!" 

เซนด้ายกฝ่ามือขึ้นมาอยู่ระดับสายตา แล้วเขาก็เห็นมือตัวเองโปร่งแสง สิ่งที่เขามองเห็นผ่านมือตัวเองคือร่างกายโปร่งแสงของหญิงสาวคนหนึ่งลอยอยู่ในท่ายืนนิ่ง ๆ ผิวของเธอเป็นสีขาว ใบหน้าและทรงผมของเธอเหมือนกับ เอลเนีย เกรสโทรี่ พี่สาวที่เซนด้ารักและคิดถึงที่สุด แววตาและสีหน้าของเธอดูไร้อารมณ์ ราวกับเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ บนลำตัวของเธอไม่มีเสื้อผ้าใด ๆ ปกปิดอยู่ เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าสวยงามเหมือนกับสาวสวยในอุดมคติ นมใหญ่ เอวคอด สะโพกใหญ่ แม้จะไม่มีเสื้อผ้าใด ๆ แต่ก็มีลวดลายสีเทาบนตัวเธอ คล้ายกับชุดรัดรูปอยู่ด้วย ที่หลังของเธอมีควันสีดำพุ่งออกมา คล้ายกับปีกแห่งความมืด 

เซนด้าค่อย ๆ เห็นร่างกายของตัวเองจางลงเรื่อย ๆ แล้วร่างกายของผู้หญิงที่หน้าเหมือนกับพี่สาวก็ค่อย ๆ ทึบแสงขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกถึงตัวตนของเขาก็ค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ เช่นกัน 

บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนจากสีดำสนิทกลายเป็นสีขาวโพลน เผยให้เห็นเงาสีดำของผู้หญิงคนหนึ่ง รูปร่างของผู้หญิงคนนี้เหมือนกับที่เซนด้าเห็นในความฝันเมื่อคืน 
ผู้หญิงในร่างเงาสีดำ หันหน้าไปทาง Homunculus สีขาว แล้วพูดว่า "นี่นะหรือ.. ผลผลิตจากความสิ้นหวังของโลกใบนี้........" 
แล้วเธอก็หันหน้ามาหาเซนด้า ร่างกายของเขาในตอนนี้จางลงจนแทบจะมองไม่เห็นตัว เธอคุยกับเซนด้าว่า "เป็นไงล่ะ... วิชาที่ฉันถ่ายทอดให้เธอ... เธอพอใจกับมันไหม ?" 
เซนด้าตอบว่า "ผมพอใจมาก! นี่ละคือสิ่งที่จะช่วยชำระล้างโลกอันสิ้นหวังได้อย่างแท้จริง" 
ร่างเงาสีดำ "เธออยากจะล้างโลกขนาดนั้นเลยเหรอ ?" 
เซนด้า "กลียุค ควรจะหมดไปเสียที! เพื่อให้มันหมดไป ก็จำเป็นต้องมีผู้เสียสละ!" 
ร่างเงาสีดำ "ถึงฉันจะชี้นำผู้คนได้ ถ่ายทอดวิชาพวกนี้ให้ได้ แต่ฉันก็บังคับพฤติกรรมของผู้คนโดยตรงไม่ได้หรอกนะ ถ้านั่นเป็นความต้องการของเธอเอง ก็จงยอมรับผลที่จะตามมาเองก็แล้วกัน.... แต่ว่าเธอก็ไม่มีภาระใด ๆ อีกแล้วนี่นะ..." 
เซนด้า "ภาระในกลียุคเช่นนี้ มันยุ่งยากซับซ้อนเกินไปสำหรับผม ผมทำใจไว้แล้วว่าถ้าจะหนีกลียุคนี้ได้ ก็ต้องยอมเสียโอกาสหาความสุข ว่าแต่โอกาสหาความสุขคงไม่มีในโลกอันสิ้นหวังนี้แล้ว จะไปดิ้นรนหามันทำไม" 
ร่างเงาสีดำ "นั่นก็แล้วแต่เธอ ฉันจะรอดูผลผลิตแห่งความสิ้นหวังนี้อยู่ห่าง ๆ หมดเวลาที่ฉันจะปรากฏตัวต่อหน้าเธอได้แล้ว ฉันไปละ.." พูดจบเธอก็สลายร่างไป 

ร่างกายของเซนด้าสลายไปจนไม่เหลือสภาพของวัตถุที่จับต้องได้อีกแล้ว... 
จิตสำนึกที่เลือนลางของเขานึกถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านมา 

"สสารไม่มีวันสูญสลาย เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปไปเท่านั้น เราไม่สามารถสร้างอะไรก็ตามจากความว่างเปล่าได้ การจะสร้างวัตถุอะไรก็ตาม ก็ต้องใช้วัตถุดิบที่เป็นสสารหรือพลังงาน มาแปรรูปให้มันเป็นสิ่งที่ต้องการ 
Homunculus ก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือกฏข้อนี้ มันก็เกิดจากสสารมากมายหลายอย่างมาหล่อหลอมรวมกัน จนเป็นร่างกายที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับร่างกายของมนุษย์" 

"จากตำราที่อาจารย์เคริโอสเคยให้ฉันอ่าน อาจารย์ใช้สารเคมีเฉพาะทางหลายชนิดมาเป็นวัตถุดิบในการสร้าง Homunculus 
แต่ตอนนี้ วัตถุดิบที่ว่า มันเหลือพอเสียที่ไหนกันล่ะ... 
แต่แล้ว จู่ ๆ ก็มีใครก็ไม่รู้มายัดวิชาพวกนี้เข้ามาในหัวโดยตรง มันเพิ่งจะเกิดขึ้นในความฝันเมื่อคืนนี้เอง... 
มันคือเวทมนตร์ที่ใช้ร่างกายตัวเองเป็นวัตถุดิบในการแปรธาตุ... 
จะสร้างมนุษย์ ก็ต้องใช้วัตถุดิบเป็นมนุษย์ด้วยกันนี่ละ ถึงจะได้ Homunculus ที่สมบูรณ์แบบที่สุด โครงสร้างของสสารในร่างกายมนุษย์น่ะ มันน่าจะมีคุณภาพมากกว่าสารเคมีสังเคราะห์อยู่แล้ว" 

"นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะทำเพื่อให้กลียุคหมดไปได้... 
มนุษย์ธรรมดาทั่วไป ถ้าไม่มีร่างกายก็ต้องตาย... ฉันเองก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากความจริงนี้... 
ตอนนี้ ฉันรู้สึกว่าสติของฉันเลือนลางเหลือเกิน......... วิญญาณของฉันคงจะสลายไปในไม่ช้านี้แล้ว......" 

ภาพสุดท้ายที่เซนด้าเห็น ก็คือใบหน้าของ Homunculus สาว ที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นมา มันคือใบหน้าที่เหมือนกับพี่สาวที่ตัวเองรักที่สุด 
"มันยากเหลือเกิน ที่จะยอมรับได้ว่าคนสำคัญของตนเองตายไปแล้ว... 
จิตใต้สำนึกของฉัน สร้างเธอให้มีหน้าตาเหมือนกับคนสำคัญของฉัน..... ที่แท้ความปราถนาของฉันเป็นอย่างนี้เองเหรอเนี่ย.... นี่ฉันอยากจะได้พี่สาวกลับคืนมามากขนาดนี้เชียวเหรอ........" 

ภาพที่เซนด้าเห็นค่อย ๆ จางลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเหลือแต่ความมืดมิด 
"ลาก่อน โลกอันสิ้นหวัง ฉันขอฝากชะตากรรมของโลกนี้ไว้กับเธอ..." 

....... 
เสี้ยววินาทีก่อนที่จิตคิดจะดับลง 
แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นมา ลำแสงสีสายรุ้งส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ภาพท้องฟ้าสว่างไสวปรากฏขึ้นแทนที่ความมืด ก้อนเมฆสีสว่างนุ่มนวลลอยอยู่รอบ ๆ 
เซนด้าได้ยินเสียงเล็ก ๆ ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอพูดว่า "โลกนี้ไม่ได้สิ้นหวังอย่างที่เธอคิดหรอก" 
ละอองแสงหลากสีจำนวนมากมายค่อย ๆ ลอยมารวมกัน ก่อเป็นร่างของนางฟ้าองค์หนึ่ง สัดส่วนของนางฟ้าองค์นี้เหมือนกับเด็กสาวแรกรุ่น พิจารณาจากทรวดทรงซึ่งยังไม่อึ๋มสะบึมเหมือนสาววัยผู้ใหญ่ ก็ประเมินได้ว่าอายุ ไม่น่าจะเกิน 15 ปี ผมของเธอเป็นลอนเล็กน้อย ยาวถึงไหล่ ใบหน้าสวยน่ารักมาก เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวเรียบ ๆ ที่หลังของเธอมีปีกเล็ก ๆ อยู่คู่หนึ่ง 
นางฟ้าตัวน้อย ยิ้มให้เซนด้า แล้วพูดว่า "ตัวเธอเอง ก็ไม่ได้สิ้นหวังด้วย" 
เสียงของนางฟ้าองค์นี้ เหมือนกับเสียงเด็กผู้หญิงที่เซนด้าได้ยินเมื่อครู่นี้ 
เซนด้าเริ่มรู้สึกได้ว่าร่างกายของตนเองค่อย ๆ คืนสภาพ เขายกมือขึ้นมาตรงหน้า แล้วก็พบว่า เขาสามารถมองเห็นมือตัวเองโปร่งแสงอยู่ได้ 
นางฟ้า "โลกนี้ ยังมีความสุขให้เธอเข้าหาได้นะ ฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกของเธอ อย่างน้อย เมื่อกี้นี้ เธอก็มีความสุขที่ได้เห็นหน้าพี่สาวอีกครั้ง..." 

ร่างกายของ Homuculus สาวที่เซนด้าสร้าง ลอยผ่านปุยเมฆขึ้นมา ใบหน้าของเธอยังคงนิ่งเฉยอยู่ เปลือกตาของเธอปิดอยู่ ไม่มีควันสีดำที่พุ่งออกมาจากหลังของเธออีกแล้ว นางฟ้าตัวน้อยบินไปจับมือ Homunculus สาว แล้วจูงมือเธอเข้ามาหาเซนด้า 

เซนด้าตกตะลึงกับสิ่งที่อยู่รอบตัว นี่มันปาฏิหารย์อะไรกันนะ ทำไมจิตใจของตัวเองถึงไม่สลายไป ทำไมตัวเองยังมีความรู้สึกจนถึงตอนนี้ได้ 
นางฟ้าตัวน้อย บอกเซนด้าว่า "นี่ไม่ใช่ผลผลิตจากความสิ้นหวังหรอก... นี่คือผลผลิตแห่งความรู้สึกดี ๆ ที่เธอเคยมีให้พี่สาวของเธอ และเป็นความหวังส่วนที่อยู่ก้นบึ้งของจิตใจเธอด้วย" 

นางฟ้าเด็ดขนนกเส้นหนึ่งจากปีกตัวเอง ขนนกเส้นนั้นเรืองแสงสีรุ้งออกมาได้ เธอเอามันติดลงไปบนหลังของ Homunculus สาว แล้วขนนกแสงก็กลายเป็นละอองแสง ซึมเข้าไปในร่างของ Homunculus ตนนั้น 
Homunculus สีขาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา แววตาของเธอไม่ใช่แววตาไร้อารมณ์เหมือนกับตอนที่อยู่ท่ามกลางความมืดเมื่อครู่นี้ สีหน้าของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ที่หลังของเธอมีแสงสีรุ้งพุ่งออกมา แล้วปีกสีขาวรูปร่างคล้ายปีกนกก็งอกออกมาจากหลังของเธอ ขนนกบนปีกของเธอพริ้วไสวตามการเคลื่อนไหว จากร่างที่เหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิตกลายเป็นนางฟ้าทรงโปรด 
http://sri_the_creater.webs.com/deva-aresillust-resize-edited1.jpg 

นางฟ้าเด็ดขนนกอีกเส้นหนึ่งออกมาจากปีกตัวเอง เธอลอยเข้ามาใกล้ตัวเซนด้า จากนั้นก็ยื่นขนนกเส้นนั้นให้เซนด้า พร้อมกับพูดว่า "นี่คือความหวังของฉัน รับมันไว้ด้วย...." 
เซนด้ายื่นมือโปร่งแสงของตัวเอง มารับขนนกแสงที่นางฟ้ายื่นให้ พอเซนด้าหยิบขนนกแสงมาแล้ว มันก็สลายกลายเป็นละอองแสงซึมเข้าไปในร่างเซนด้า ร่างกายที่โปร่งแสงก็ค่อย ๆ ทึบแสงขึ้นเรื่อย ๆ ลวดลายเป็นเส้นสีฟ้าปรากฏขึ้นมาบนหน้าอกของเขา 

นางฟ้าพูดกับเซนด้าต่อไปว่า "นี่คือร่างกายใหม่ของเธอ มันคงจะไม่เสถียรเท่ากับร่างเดิม แต่ก็ช่วยให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และยังคงมีความหวังต่อไปได้" 
เซนด้าก้มหน้าลงไปมองร่างกายตัวเอง เขาเอามือสัมผัสแก้มตัวเองดู ก็รู้สึกได้ว่า ร่างกายตัวเองเป็นสสารที่จับต้องได้จริง ๆ 

นักแปรธาตุหนุ่มทำท่าตะลึง เขาถามนางฟ้าว่า "ร่างกายใหม่นี้เกิดขึ้นมาทั้งที่ไม่มีวัตถุดิบได้ยังไงกัน ?" 
นางฟ้ายิ้มให้ แล้วตอบว่า "ที่จริงแล้ว พลังงานก็แปรสภาพเป็นสสารได้ ฉันใช้พลังงานส่วนหนึ่งของฉันสร้างร่างกายใหม่ให้กับเธอ" 
พอนางฟ้าพูดเสร็จ ละอองแสงมากมายลอยออกมาจากร่างกายของเธอ ร่างกายของเธอก็ค่อย ๆ จางลง จนเซนด้ามองทะลุร่างกายของเธอ เห็นก้อนเมฆที่เธอยืนบังอยู่ได้ 
เซนด้าลอยตัวเข้ามาใกล้นางฟ้า แล้วลองยื่นมือเข้าไปจับมือของเธอ แต่แล้ว มือของเซนด้าก็ทะลุผ่านร่างกายของนางฟ้าไปได้ ร่างกายของนางฟ้าจางลงไปอีก 

เซนด้าตกใจ ถามนางฟ้าว่า "เดี๋ยวก่อนสิ! ร่างกายของเธอเป็นแบบนี้แล้ว เธอจะอยู่ได้ยังไงกัน!? เธอบอกให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วตัวเธอเองเล่า!?" 
นางฟ้ายังคงยิ้มให้เซนด้า แล้วตอบว่า "นางฟ้าน่ะ ไม่จำเป็นต้องมีร่างกายในเชิงกายภาพหรอกนะ" 
เซนด้า "หา!?" 
นางฟ้า "มิติที่พวกเราอาศัยอยู่ตามปกติน่ะ มีเรื่องที่มนุษย์คิดว่าอัศจรรย์อยู่มากมาย มนุษย์มักจะเรียกที่อยู่ของพวกเราว่า "สวรรค์" ไงล่ะ" 
เซนด้า "ที่นี่ ก็คือมิติของพวกเธองั้นหรือ ?" 
นางฟ้า "ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก ฉันแทรกซึมเข้ามาในห้วงความคิดของเธอเอง แล้วสร้างสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับมิติของพวกฉันเท่านั้น" 
เซนด้า "นี่คือสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับโลกของเธอ แต่ก็ไม่ใช่โลกที่พวกเธออาศัยตามปกติอยู่ดีสินะ" 
นางฟ้าพยักหน้า ตอบว่า "อือ ในสวรรค์จำลองนี้ ฉันคงสภาพอยู่ได้ไม่นานนัก และฉันเองก็ใช้พลังงานไปมากในการแทรกซึมเข้ามาในห้วงความคิดของมนุษย์โลกอย่างเธอ ฉันจะต้องสะสมพลังงานอีกนานทีเดียว กว่าจะลงมาบนโลกมนุษย์แบบนี้ได้อีกครั้ง" 
เซนด้า "อีกนานขนาดไหนล่ะ ?" 
นางฟ้า "ตามปกติแล้ว ฉันใช้เวลาสะสมพลังประมาณ 30 วัน ตามระยะเวลาบนโลกมนุษย์ แต่ว่า ก่อนที่ฉันจะมาพบเธอไม่กี่วัน ฉันก็เพิ่งเข้าไปในห้วงความคิดของมนุษย์อีกคนหนึ่ง การแทรกซึมเข้ามาในห้วงความคิดของมนุษย์แต่ละคนโดยที่เว้นช่วงน้อย ๆ มันยิ่งทำให้พลังงานสำรองของฉันเหลือน้อยกว่าปกติมาก ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคราวนี้จะต้องใช้เวลาขนาดไหน กว่าจะฟื้นพลังกลับมาได้ดังเดิม" 
เซนด้า "งั้นเหรอ............................ แล้วพวกเราจะได้เจอกันอีกไหม ?" 
นางฟ้า "คงจะไม่ได้เจอกับตัวฉันโดยตรงอย่างนี้อีกแล้ว แต่การลาจากก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกนะ ตราบใดที่เธอยังมีพลังความหวังอยู่ เธอก็ไม่จำเป็นต้องเจอฉันอีก" 
เซนด้า "ไม่ได้เจอตัวโดยตรง หมายความว่ายังมีโอกาสได้เจอกันทางอ้อมอยู่สินะ" 
นางฟ้า "ร่างกายใหม่ของเธอ ก็เกิดจากพลังงานส่วนหนึ่งของฉันอยู่แล้วนี่ จะถือว่าฉันอยู่กับเธอตลอดไปก็ได้ และ Homunculus ที่เธอเพิ่งสร้างมา ก็ได้รับพลังส่วนหนึ่งของฉันไปเหมือนกัน" 

ร่างกายของนางฟ้า จางลงจนแทบจะมองไม่เห็นตัวแล้ว เซนด้ารู้สึกได้ว่าเขาเหลือเวลาที่จะอยู่กับนางฟ้าองค์นี้ได้อีกไม่นาน เขาถามเธอต่อไปว่า "เธอบอกได้หรือเปล่าว่า เธอชื่ออะไร?" 
นางฟ้า "ฉันชื่อ เนลดี้ เป็นนางฟ้าจ้ะ" 
เซนด้ายิ้มจริงใจให้แก่เนลดี้ แล้วพูดว่า "ขอบคุณมาก ที่ให้ความหวังแก่ฉัน" 
เนลดี้ยิ้มหวานให้เซนด้าอีกครั้ง ก่อนที่ร่างกายจะสลายไปจนเซนด้ามองไม่เห็นตัวเธอแล้ว 

สวรรค์จำลองยังคงสภาพอยู่ Homunculus สีขาว กระพือปีก บินเข้ามาหาเซนด้า เธอยื่นมือออกไปโอบกอดร่างของผู้ที่สร้างเธออย่างอ่อนโยน ปีกของเธอก็โอบเซนด้าไว้ด้วยเหมือนกัน 
เซนด้ารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในอ้อมกอดของนางฟ้าสังเคราะห์ที่ตัวเองสร้าง 
ก้อนเมฆรอบ ๆ ค่อย ๆ สลายตัวกลายเป็นละอองแสง ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวสว่างจ้าขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งมองเห็นแต่สีขาวโพลน แล้วเซนด้าก็หมดสติไป...... 
................. 
......... 
.... 

เซนด้ารู้สึกตัวอีกครั้ง เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา ก็พบว่า ตัวเองนอนอยู่ในห้องทดลองที่เคริโอสยกให้ 
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง เขารู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองเบากว่าปกติมาก ความทรงจำระหว่างที่ร่างกายเดิมสลายไป ยังคงอยู่ในหัวเขาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเงาสีดำรูปผู้หญิงท่ามกลางความมืดมิดอันสิ้นหวัง ไปจนถึงนางฟ้ากับแสงแห่งความหวัง 

เซนด้าเอามือถลกคอเสื้อตัวเอง แล้วมองที่กระจก ก็พบว่า บนหน้าอกตัวเองมีลวดลายเป็นเส้นสีฟ้าอยู่ด้วย พอหันไปที่หลอดแก้วตรงกลางห้อง ก็พบว่า มี Homunculus สีขาวตนหนึ่งแช่อยู่ในนั้น รูปร่างของเธอเหมือนกับที่ตัวเขาเองเห็นในระหว่างที่อยู่บนสวรรค์จำลอง 

ผู้สร้างนางฟ้าสีขาวตนนี้ ตัดสินใจเอาเองว่า "ร่างกายของเธอคงจะสมบูรณ์แบบแล้ว" จากนั้นเขาก็เดินไปกดสวิตส์ ข้างหลอดแก้ว ระดับของเหลวในหลอดก็ต่ำลงอย่างรวดเร็ว จนในหลอดเหลือแต่ตัวนางฟ้าสีขาวนั่งหมดสติพิงอยู่ที่ผนังด้านในหลอดแก้ว ตรงด้านหน้าของหลอดแก้วก็เปิดออกมาคล้ายกับบานประตูใส ๆ เซนด้าเดินเข้าไปอุ้มร่างของ Homunculus ตนนั้นออกมา 

นางฟ้าสังเคราะห์ยังคงหลับตาอยู่ ปีกที่หลังก็ยังห้อยอยู่นิ่ง ๆ ตามแรงดึงดูดโลก เซนด้าเขย่า ๆ ร่างของ Homunculus สีขาว แต่ว่าเจ้าตัวก็ยังไม่ได้สติ 
"อ้าว ทำยังไงดีล่ะ ยังไม่ฟื้นสักที ก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้คิดไว้ก่อน ว่าสร้าง Homunculus ตัวนี้เสร็จแล้ว จะทำอะไรต่อไป คิดไม่ถึงว่าจะมีชีวิตจนถึงตอนนี้ได้ 
ไหน ๆ ห้องทดลองนี้ก็ต้องคืนให้คนอื่น Homunculus ก็สร้างเสร็จแล้ว หิ้วกลับไปเก็บไว้ที่บ้านก่อนดีกว่า" 
เซนด้าเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ กลับเข้าที่อย่างเดิม ปิดสวิตส์เครื่องมือทุกอย่าง แสงไฟในห้องค่อย ๆ ดับลงทีละดวง ทีละดวง 
"แต่จะหิ้วผู้หญิงผิวสีขาวแถมมีปีกออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอก ผู้คนคงจะแตกตื่นเกินไป" 
เซนด้า มองซ้ายมองขวา หาอะไรบางอย่าง แล้วเขาก็พบผ้าคลุมผืนใหญ่เก็บไว้ในตู้ เขาหยิบผ้าคลุมผืนนั้นออกมาห่อร่างของนางฟ้าสังเคราะห์ไว้ แล้วหิ้วเธอออกไปจากห้อง ปิดประตูห้องแล้วล็อกห้องเอาไว้ด้วย จากนี้ไปจะไม่มีใครมายุ่งกับห้องทดลองนี้ได้อีก 

"คนขนของ เค้าคงมีวิธีเปิดห้องละมั้ง กุญแจก็เก็บไว้ที่ฉันเองต่อไปนั่นละ" 

ณ ที่ว่าการเมืองกาเซียส 
ผู้ปกครองเมืองกาเซียสคนปัจจุบัน นาม แคเรวิน เวลาเรส กำลังหยิบสารพัดเหรียญเทลงไปเก็บในกะละมัง 
แคเรวินและผู้ช่วยของเธอถอนหายใจยาว นักดนตรีสาวสวยบ่นว่า "เฮ้อ~ ตังค์ที่พวกเรารวบรวมมาได้จากคอนเสิร์ตคืนก่อนนู้น ยังไม่พอสำหรับจ่ายค่าเครื่องบินให้พวกเราสองคนแฮะ ยังขาดอีกนิดหน่อย พวกเราจะหาเพิ่มจากไหนดี ?" 
ลินส่ายหน้า บอกว่า "ถ้าจะให้ตอบว่าหาจากไหน ฉันคงตอบไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ตอบว่าไม่ควรหาจากไหนละก็ พอจะตอบให้ได้" 
แคเรวิน "อืม แล้วพวกเราไม่ควรหาจากไหนบ้างล่ะ" 
ลิน "อย่างน้อย ก็ไม่น่ากลับไปหาที่เมืองเมพเรฟอีก ท่าทางว่าพวกรัฐบาลทัสคาลจะไม่ต้อนรับพวกเราดีนักหรอก" 
แคเรวิน "ท่าจะจริงอย่างที่เธอว่า ช่างมันเถอะ พวกเราก็สุมหัวอยู่ที่นี่ต่อไปแล้วกัน" 

"กิ๊ง ก่อง ก๊าง~!" 
แคเรวิน "เสียงอย่างนี้ หมายความว่าอย่างไรหรือ ?" 
ลิน "หมายถึงมีคนมาหาพวกเราน่ะ" 
แคเรวิน "เอ้า งั้นพวกเราก็ลงไปหากันเถอะ" 

แคเรวินกับลินลงไปยังห้องโถงชั้นล่าง ก็พบ ผู้หญิงสวมชุดรัดรูปสีม่วงคนหนึ่งยืนรออยู่ ชุดของเจ้าหล่อนดูเหมือนกับชุดนักบิน ผมสีม่วงของเธอปล่อยยาวถึงหลัง เธอถือกระเป๋าแบน ๆ ใบหนึ่งมาด้วย 
สตรีผมม่วงแนะนำตัวเองว่า "ดิฉันชื่อ เรเซน โทเลเฟีย เป็นเจ้าหน้าที่สนามบินแห่งชาติซาคาร่า รัฐบาลแห่งซาคาร่ามอบหมายให้ดิฉันพาตัวคุณแคเรวินกลับประเทศ" 

ลิน "หา!? นี่มันเรื่องอะไรกัน!?!?" 
เรเซนเปิดฝากระเป๋าแล้วหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งขึ้นมาแสดงให้ทั้งคู่เห็นชัด ๆ พร้อมทั้งอธิบายว่า "รัฐบาลซาคาร่าลงมติแล้ว ว่าจะแต่งตั้งคุณแคเรวินเป็นราชินีแทนกษัตริย์ฟอวเกียที่เพิ่งตายไปแล้ว" 
ลิน "พูดจาเป็นการ์ตูนไปได้! เอกสารพวกนี้น่ะคุณอาจจะปลอมมาก็ได้!" 
เรเซน "ถ้าไม่เชื่อ ก็เปิดโทรทัศน์ดูสิ ถ้าจะให้ดี เชื่อมต่อโทรทัศน์กับระบบกระจายเสียงส่วนกลางด้วยก็ยิ่งดี จะได้ให้ชาวเมืองกาเซียสรู้กันทั่ว ว่าผู้ปกครองเมืองกาเซียสคนปัจจุบันกำลังจะไปจากเมืองแล้ว" 
แคเรวินยังทำหน้านิ่งอยู่ เธอเดินนำหน้าไปยังห้องกระจายเสียงแล้วเปิดระบบรับสัญญาณ เพื่อให้สามารถแสดงสัญญาณภาพและเสียงจากสถานีโทรทัศน์ได้ 
ในหน้าจอโทรทัศน์ เป็นภาพนักข่าวหนุ่มนั่งอยู่ในห้องส่ง เขาเปิดประเด็นว่า 
"ถึงเวลาประกาศชื่อผู้นำประเทศซาคาร่าคนใหม่แล้ว ไปฟังกันเลยครับ" 
แล้วภาพก็ตัดไปที่ห้องประชุมใหญ่ในรัฐสภา ตัวแทนจากคณะรัฐมนตรีอ่านแถลงการณ์ ซึ่งมีใจความว่า 
"ทางรัฐบาลซาคาร่าและประชาชนชาวซาคาร่า ลงมติให้ แคเรวิน เวลาเรส ขึ้นรับตำแหน่งราชินีแห่งประเทศซาคาร่า 
หลังจากสิ้นสุดสงครามที่กษัตริย์ฟอวเกีย มาเอแรน ก่อขึ้น ประชาชนชาวซาคาร่าต่างก็ยึดเอาผู้ที่นำสันติสุขกลับมาได้เป็นที่พึ่งทางใจกันถ้วนหน้า ประชาชนให้ความเคารพรักแก่ท่านแคเรวิน เวลาเรส อย่างแท้จริง 
วีรกรรมของท่านแคเรวิน แสดงให้เห็นว่า ท่านเป็นคนที่รักเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำให้สิ่งที่ตนต้องการเป็นจริงขึ้นมา เป็นคนดีที่จะไม่หักหลังประเทศชาติอย่างเด็ดขาด 
จึงขอให้ท่านแคเรวินกลับประเทศ เพื่อรับตำแหน่งเป็นราชินี แล้วนำพาแสงสว่างปัดเป่าความมืดมนในใจของผู้คนด้วยเถิด" 

ถ้อยแถลงจากรัฐบาลจบลง ทั้งแคเรวิน ลิน และเรเซน ต่างก็ได้ยินหมดแล้ว 
เรเซนเป็นคนเริ่มพูดก่อนว่า "คงจะไม่หาว่าพวกดิฉันแทรกแทรงสถานีโทรทัศน์ให้นำเสนอข่าวหลอกลวงหรอกนะคะ ทุกอย่างเป็นความจริงแน่นอนค่ะ" 
แคเรวิน "เอาละ ฉันเชื่อคุณ จากนี้ไปฉันจะต้องทำอะไรต่อบ้าง" 
เรเซน "ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ใช้ชีวิตตามปกติของคุณนี่ละ" 
แคเรวิน "ใช้ชีวิตตามปกติจริง ๆ เหรอ ? ฉันทำอย่างอื่นนอกจากร้องเพลงกับเล่นดนตรีไม่ค่อยเป็นหรอกนะ" 
เรเซน "ค่ะ ใช้ชีวิตตามปกตินี่ละ" 
ลิน "แล้วจะมีตำแหน่งราชินีไปทำแป้ะอะไรละคะ? ในเมื่อเป็นราชินีแล้วไม่ได้ทำงานบริหารบ้านเมืองเลย" 
เรเซน "ที่จริงแล้ว คำว่าราชินี ก็เป็นแค่สมมุติบัญญัติเพื่อให้รู้สึกยิ่งใหญ่เท่านั้น ประชาชนเพียงแต่ต้องการศูนย์รวมจิตใจเท่านั้น ไม่ได้ต้องการผู้ปกครองประเทศจริงจังหรอกนะ" 
แคเรวิน "เอาอย่างนั้นก็ได้ ไหน ๆ พวกเราก็ต้องกลับประเทศแล้ว มีคนพากลับไปให้ก็ดี เอ้า ลิน พวกเราเก็บข้าวของกันเถอะ" 
ลินยังทำหน้างง ๆ อยู่ แต่เธอก็ทำตามที่แคเรวินบอกให้ทำอยู่ดี พวกเขาเก็บข้าวของเล็ก ๆ น้อย ๆ ยัดใส่กระเป๋า แล้วเดินตามเรเซนออกมา พอเปิดประตูหน้าอาคารที่ว่าการออกไป ก็พบว่าจานบินลำหนึ่งจอดรออยู่แล้ว 
เรเซนบอกทั้งสองคนว่า "นั่นคือจานบินที่ฉันขับมาเพื่อรับตัวพวกคุณ ถ้าคุณพร้อมแล้วก็ไปกับดิฉันได้เลย" 
แคเรวินยืนเกาหัวแกรก ๆ ทำท่าเหมือนกับคิดอะไรบางอย่าง แล้วก็หันหน้าไปหาลิน บอกว่า "ก่อนพวกเราจะกลับซาคาร่า มีเรื่องที่ฉันต้องการทำเสียก่อน" 
ลิน "จะทำอะไร ?" 
แคเรวินชี้ไปทางมอร์เตอร์ไซค์ของลิน พร้อมกับพูดว่า "ฉันควรจะไปหาแดรนซิส แล้วคืนตำแหน่งผู้ว่าการเมืองนี้ให้เขาด้วยตัวเอง" 

พอพูดจบ ก็มีเสียงดังมาจากอีกทางหนึ่งว่า "ไม่ต้องไปหาหรอก ข้ามาถึงที่แล้ว" 
หันไปทางต้นเสียง ก็เจอแดรนซิสกับโดมิแนทอยู่จริง ๆ 
ลิน "ปรากฏตัวได้ ยังกับตัวการ์ตูนเลยนะ" 
แดรนซิส "ข้าเห็นจานบินลอยผ่านแถวบ้านข้าพอดี เลยตามมาดู และข้าก็เพิ่งได้ยินประกาศจากรัฐบาลซาคาร่าเมื่อกี้นี้แล้วด้วย" 
แคเรวิน "อือ มาแล้วก็ดี ฉันคืนเมืองนี้ให้กับคุณ คุณจะทำอะไรต่อไปกับเมืองนี้ ก็แล้วแต่ตัวคุณเอง ฉันคงจะไม่เข้ามาแทรกแซงใด ๆ ฉันทำเรื่องที่ควรทำให้กับเมืองนี้แล้ว ถึงเวลาที่ฉันควรจะไปเสียที" 
แดรนซิสพยักหน้า แล้งพูดว่า "ตกลง ข้าจะกลับมารับตำแหน่งนี้ต่อ" 

ลินเข็นรถมอร์เตอร์ไซค์ของตัวเองขึ้นไปบนจานบิน เรเซนกับแคเรวินก็เดินตามขึ้นไป ก่อนประตูจานบินจะปิดลง แดรนซิสตะโกนขึ้นไปว่า "ขอบใจมากนะ! ที่มาสร้างชีวิตชีวาให้แก่ผู้คนในเมืองนี้!" 
แคเรวินหันกลับมาหาแดรนซิส แล้วยิ้มให้ จากนั้นประตูจานบินก็ปิดลง วงเวทย์สีเขียวเรืองแสงปรากฏขึ้นที่ใต้จานบิน แสงส่องสว่างออกมาจากรอบ ๆ จานบิน แล้วมันก็ลอยสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนลับสายตาไป 

แดรนซิสมองเข้าไปยังอาคารที่ว่าการ พร้อมกับพูดว่า "ไปกันเถอะ โดมิแนท ข้ารู้แล้วว่าข้าจะต้องทำอะไรต่อ" 
โดมิแนท "ท่านจะทำอะไรคะ ?" 
แดรนซิส "แคเรวินยกเมืองนี้ให้กับข้า ไม่ได้ยกเมืองนี้ให้กับรัฐบาลทัสคาลสักหน่อย ดังนั้น ข้าก็ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้พวกนักการเมืองทัสคาลอีก" 
โดมิแนท "ฉันคิดว่า พวกรัฐบาลทัสคาลก็ยังมาหาเรื่องท่านได้อยู่ดีนะคะ" 
แดรนซิส "ถ้าอย่างนั้น ข้าก็พร้อมจะสู้กับมันให้ตายไปข้างนึงเลย" 
โดมิแนท "การสู้กันให้ตายไปข้างนึงมันเป็นภาระที่วุ่นวายมาก ไม่น่าเชื่อนะคะว่าคนขี้เกียจอย่างท่านจะพูดอย่างนี้ออกมา" 
แดรนซิส "ถ้าข้าต้องก้มหัวให้รัฐบาลทัสคาลต่อไปละก็ มันจะเป็นภาระก้อนใหญ่กว่านี้ และเป็นภาระที่ยืดเยื้อยิ่งกว่าการสู้กันจนตายไปข้างนึงเสียอีก" 
โดมิแนท "ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจท่านเถอะค่ะ อย่างไรก็ตาม ฉันก็ยังคงเป็นผู้คุ้มกันให้ท่านต่อไป" 
แดรนซิส "ขอบใจมาก ข้าคงต้องให้เจ้าช่วยคุ้มหัวไปอีกนานทีเดียว แต่มันจะไม่ใช่ตลอดไปแน่ ๆ" 

คุยกันเสร็จ แดรนซิสก็เดินนำหน้าไปยังห้องกระจายเสียง เขาเปิดระบบ แล้วลั่นวาจาว่า 
"นี่ แดรนซิส เดนไคท์ พูด 
ตอนที่แคเรวินยึดครองเมืองนี้อยู่ เมืองนี้ไม่ได้เป็นของประเทศทัสคาล ตอนนี้แคเรวินออกไปจากเมืองกาเซียสแล้ว ก่อนนางจะไป นางยกเมืองนี้ให้กับข้าแล้ว 
ผู้ที่นางมอบอำนาจให้ คือตัวข้า!! ไม่ใช่รัฐบาลทัสคาล!! เมืองนี้จึงยังไม่ใช่ส่วนหนึ่งของประเทศทัสคาล เหมือนกับก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้น 
หากเมืองนี้ตกเป็นของรัฐบาลทัสคาลละก็ เมืองจะต้องล่มจมแน่ ๆ เพราะความเห็นแก่ตัวของบรรดานักการเมืองและนายทุนทั้งหลาย ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกคนโลภสูบไปจนไม่เหลือให้แก่ลูกหลานของพวกเรา! มลภาวะทั้งทางอากาศ ทางน้ำ ทางดิน และทางใจ จะแพร่กระจายครอบคลุมทั้งเมือง พวกเราคงไม่ได้มีชีวิตอย่างสงบสุขแน่ ๆ 
ข้าขอประกาศให้เมืองกาเซียส เป็นประเทศกาเซียส!! เมืองนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาประเทศทัสคาลอีกต่อไป!! 
ถ้าหากรัฐบาลทัสคาลคิดจะยึดเมืองนี้กลับเป็นของประเทศทัสคาลละก็ ข้าก็พร้อมที่จะสู้จนตายกันไปข้างนึง!! 
ข้ารู้อยู่แล้วว่าการต่อสู้เป็นเรื่องยากลำบาก แต่การก้มหัวให้กับกระแสบริโภคนิยม ปล่อยให้มิจฉาทิฏฐิเข้าครอบงำ มันจะทำให้ชีวิตของพวกเราลำบากยิ่งกว่าการต่อสู้เพื่อต่อต้านเสียอีก! เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขสบาย ก็ต้องยอมลำบากกันบ้าง! 
ข้าไม่คิดว่าชาวเมืองกาเซียสทุกคนจะเห็นด้วยกับข้า ใครที่เห็นด้วยกับข้าก็จงต่อสู้ร่วมกับข้า! ถ้าใครไม่พอใจการตัดสินใจของข้าก็อยู่ตามปกติของพวกเจ้าไป! ขออย่าได้มาขัดขวางพวกข้า! ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าอาจจะโดนลูกหลงเปล่า ๆ" 

วาจาของแดรนซิส ดังไปทั่วทั้งเมือง ผู้คนมากมายชูมือส่งเสียง "เฮ~~~ เฮ~~~" แดรนซิสก็ได้ยินเสียงเฮของชาวเมืองเช่นกัน 
แดรนซิสปิดระบบกระจายเสียง แล้วพูดลอย ๆ ว่า "เสียงเฮ น่าจะเป็นเสียงตอบรับที่ดีกว่าเสียง "ฮู่ว~~ ฮู่ว~~" นะ" 
ผู้นำแห่งประเทศกาเซียสเอนหลังลงไปพิงพนักเก้าอีกเหมือนคนหมดแรง เขานั่งถอนหายใจอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาว่า "ข้ารวบรวมความกล้าอยู่ตั้งนานแน่ะ กว่าจะประกาศอย่างนั้นออกไปได้..... ยังตื่นเต้นไม่หายเลยนะเนี่ย.... อนาคตนี่มันเป็นเรื่องน่ากลัวเสียจริง ๆ" 

คำประกาศแยกตัวเป็นเอกราชของแดรนซิส ถูกเผยแพร่ให้ชาวโลกรับทราบภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่แดรนซิสประกาศเสร็จแล้ว รายการข่าวต่างก็เอาเสียงของแดรนซิสที่ได้บันทึกไว้มาออกอากาศแล้ววิพากวิจารณ์กันไปต่าง ๆ นา ๆ 

ณ รัฐสภาแห่งประเทศทัสคาล 
"ปึง!!" 
ในห้องทำงานของเวเนเลีย เจ้าของห้องทุบโต๊ะอย่างแรง หลังจากที่ได้ยินถ้อยคำแยกประเทศจากแดรนซิส ใบหน้าของหล่อนเกรี้ยวกราดราวกับปีศาจ 
"ท่านเมเร่เอาชีวิตเข้าแลก เพื่อเอาเมืองกาเซียสกลับมาเป็นของทัสคาล! พวกแกควรจะสำนึกในวีรกรรมของท่านเมเร่ ทำตามเจตนารมย์ของท่านเมเร่เพื่อให้ประเทศก้าวหน้า แต่การประกาศแยกตัวเช่นนี้ เป็นการไม่ให้เกียรติต่อนักรบผู้เสียสละอย่างมาก มันเลวร้ายเกินกว่าจะยอมรับได้แล้ว!! 
อะไรก็ตามที่ท่านเมเร่ต่อสู้เพื่อให้ได้มา ฉันก็จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาเหมือนกัน!! แดรนซิสเอ๋ย!! พวกแกไม่ได้ตายดีแน่!!!" 

ณ ที่กบดานของเคริโอส 
เคริโอสหัวเราะคนเดียวอย่างสะใจอยู่หน้าจอโทรทัศน์ 
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! มันต้องให้ได้อย่างนี้สิ แดรนซิส!! 
ที่จริง ฉันกะจะบอกให้เธอทำแบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่ถ้าเธอต้องการจะทำอย่างนี้อยู่แล้วก็ดี! ฉันจะได้ไม่ต้องพูดจาหว่านล้อมให้ยุ่งยาก! 
บ้านเมืองจงวุ่นวายขึ้น! คนไร้ค่าจงตายไปกับความวุ่นวายนี้ให้หมด! แล้วยุคใหม่ที่ไร้ตัวถ่วงความเจริญก็จะมาถึงสักที! 
อ๊าา~~ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! อ๊า~~~~ ฮะ ฮะ ฮ่า!!"

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet