ณ ที่ว่าการเมืองกาเซียส
เช้าวันใหม่ แสงอาทิตย์ส่องสว่างไปทั่วเมือง
แดรนซิสลืมตาตื่น เขาลุกขึ้นนั่งยืดแขนไปข้างบน อ้าปากหาวหวอด ผู้ว่าเมืองกาเซียสหันหน้าไปรอบข้าง หันไปทางหนึ่งก็เจอโดมิแนทนอนตะแคงอยู่ หันไปอีกทางก็เจอผู้หญิงผมสีน้ำตาลแดงนอนอยู่ แล้วเขาก็หันกลับมามองข้างหน้า ก็เห็นนักดนตรีที่บรรเลงเพลงเมื่อคืนนี้นอนตะแคงนิ่ง ๆ อยู่ใกล้ ๆ เครื่องกระจายเสียง บนตัวของเธอมีผ้าห่มผืนหนึ่งคลุมอยู่ แต่ว่าผ้าผืนนั้นก็คลุมไม่หมด มันปกปิดร่างกายตั้งแต่เนินอกลงมาจนถึงขาอ่อนเท่านั้น แดรนซิสเงยหน้ามองสิ่งที่อยู่สูงขึ้นมาอีกนิด บนพนักเก้าอี้ที่วางตรงหน้าเครื่องกระจายเสียง มีชุดกระโปรงประดับด้วยขนนกพาดอยู่ จากนั้นเขาก็มองไปที่ตัวนักดนตรีหญิงคนเดิม ข้าง ๆ ตัวเธอนั้น มียกทรงกับกางเกงในกองอยู่บนพื้น..........
"เหวอ~!!~~"
แดรนซิสร้องขึ้นมาทันใด สาว ๆ ได้ยินเสียงผู้ชายคนเดียวในห้องร้องเลยตื่นมางัวเงียบ้าง
แคเรวินลุกขึ้นนั่ง พร้อมกับจับชายผ้าห่มมาปิดหน้าอกตัวเองไว้ เจ้าหล่อนถามว่า "ฮ้าว~~... จะร้องตกใจอะไรนักหนา? "
แดรนซิสตอบว่า "ก็ท่านนั่นแหละ ทำไมมาแก้ผ้านอนอยู่ตรงนี้!? แล้วที่นี่มันก็ที่ทำงานข้านะ! มานอนอย่างนี้ได้ยังไง"
แคเรวินพูดด้วยเสียงงัวเงียว่า "อ้าว ก็เมื่อคืนฉันตากฝนมานะ ให้นอนหลับทั้งที่ชุดเปียก ๆ มันไม่สบายตัวเอาเสียเลย ฉันก็เลยตื่นขึ้นมาถอดชุดกลางดึก แถมที่นี่น่ะอากาศร้อนจะตาย นอนทั้ง ๆ อย่างนี้แหละ สบายดีแล้ว"
ผู้ชายคนเดียวในห้องยังคงจ้องตาเขม็ง ใส่ผู้หญิงที่มีผ้าห่มผืนเดียวปกปิดร่างกาย สภาพของผ้าห่มที่หลุดออกมาจากตัวได้ง่าย มันชวนให้คิดยิ่งกว่าชุดรัดรูปของโดมิแนทเสียอีก
ลินนั่งอยู่ที่ตำแหน่งระหว่างคู่หูของเธอและแดรนซิส เธออ้าปากหาว แล้วก็ถอนหายใจ พูดว่า "เฮ้อ..... แคเรวิน นี่ไม่ใช่ห้องที่พวกเราอยู่กันแค่ 2 คนนะ ในนี้มีผู้ชายอยู่ด้วยนะ"
แคเรวิน "อ้ะ จริงด้วยสิ ลืมตัวไป แต่ช่างเถอะ ถึงเห็นก็เอาไปไม่ได้" พูดจบก็ลุกขึ้นยืน เอาผ้าห่มมาพันรอบตัวแล้วผูกปลายข้างหนึ่งไว้ที่เนินอก จากนั้นเธอก็บอกแดรนซิสว่า "แล้วก็ ที่นี่น่ะ ฉันขอยึดไว้ก่อนแล้วกัน มันไม่ใช่ที่ซึ่งเธอเป็นเจ้าของแล้ว"
แดรนซิส "หา~!?"
แคเรวิน "ก็ฉันเป็นคนทำให้เมืองสงบได้นี่ ก็เท่ากับว่าฉันยึดครองที่นี่แล้ว"
แดรนซิสขึ้นเสียง "นี่ท่านใช้ตรรกะอะไรมาตีความแบบนั้นกัน!? ข้าเป็นผู้ว่าการเมืองนี้นะ!"
ลินทำตาขวางใส่ผู้ว่าการเมืองคนเก่า แล้วพูดว่า "ในเมื่อคุณทำให้เมืองสงบไม่ได้ ที่นี่ก็ไม่สมควรจะเป็นที่ของคุณ"
คำพูดนี้ แทงใจดำแดรนซิสเป็นอย่างมาก
แดรนซิสนั่งก้มหน้ากอดเข่าทำท่าน้อยใจสักพัก ก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วก็บอกว่า "เอ้า~! ในเมื่อพวกท่านต้องการยึดที่นี่ ข้าก็จะให้พวกท่านยึดไปแล้วกัน"
แคเรวินบอกว่า "อืม ขอบใจนะที่ยอมเชื่อฟังกันง่าย ๆ จะได้ไม่ต้องสู้กันให้เจ็บตัวเปล่า" แล้วเธอก็เปิดระบบกระจายเสียง แล้วพูดให้ชาวเมืองได้ยินดังนี้
"ฉันคือ แคเรวิน เวลาเรส บัดนี้พวกท่านเป็นอิสระจากฟอวเกียกับเมเร่แล้ว ผู้ที่ยึดครองเมืองกาเซียสอยู่ในขณะนี้คือฉัน ไม่มีใครสั่งให้พวกท่านสู้รบกันแล้ว ฉันไม่มั่นใจนัก ว่าจะบรรเลงเพลงที่เรียกความสนใจจากคนทั้งเมือง จนลืมการต่อสู้ได้เหมือนเมื่อคืนนี้ไหม ดังนั้น กรุณาอย่าสู้กันให้เจ็บตัวฟรี ถ้ามีใครใช้กำลังก่อความวุ่นวายละก็ ฉันจะหนีกลับประเทศซาคาร่าแล้ว ไม่อยู่ที่นี่ให้เสี่ยงตายหรอก"
"ครืด.................~~"
เสียงท้องร้อง ดังขึ้นมาจนเข้าไปในไมค์โครโฟน แล้วมันก็กระจายไปทั่วทั้งเมือง
"ครืด~~"
แคเรวินทำหน้าหงิก ก่อนจะปิดระบบกระจายเสียงไป
ลิน "ฉันหิวแล้ว! ฉันหิวแล้ว!"
แดรนซิส "เออ ข้าก็หิวเหมือนกัน เมื่อคืนสู้กันทั้งวัน ยังไม่ได้หาของกินลงท้องเลย"
แคเรวินทำท่าฮึดฮัด พูดว่า "เออ ฉันก็หิวเหมือนกัน ไม่น่าปล่อยให้เสียงท้องร้องลอดเข้าไปในไมค์เลย~! เสียงแย่ชะมัด"
แดรนซิส "อา~ อา... ไปหาของกินกันก่อนก็ได้"
อดีตผู้ปกครองเมืองเดินออกจากห้องไปหยิบตังค์ออกมาจากโต๊ะทำงาน ระหว่างที่ไม่มีผู้ชายอยู่ในห้องนี้ แคเรวินก็หยิบเสื้อผ้าที่พาดไว้ขึ้นมาสะบัด เธอปลดผ้าห่มให้ลงไปกองกับพื้น เธอค่อย ๆ สวมชุดชั้นใน แล้วก็ใส่ชุดกระโปรงที่แห้งแล้วเข้าไปตามเดิม จากนั้นทุกคนก็เดินออกมาจากอาคาร ส่วนที่เป็นทางเดินคอนกรีตหน้าตึกยังคงมีคราบเลือดแห้งเกรอะกรังเป็นหย่อม ๆ ผู้คนเดินไปมาเต็มไปหมด เมื่อมองไปที่คนเมืองแถว ๆ นี้แล้ว หลาย ๆ คนก็มีร่องรอยบาดเจ็บอยู่ บางคนก็ต้องเอาผ้าพันแผลมาพันที่บางส่วนของร่างกาย
แดรนซิสมองหาแผงขายของกินซึ่งเคยมาตั้งอยู่เป็นประจำ ปรากฏว่า เจอแต่คนมุงหน้าแผงจนเกือบจะมองไม่เห็นแผง
เขาเกาหัวแกรกแกรก พึมพำว่า "เฮ้อ~ ยังมีคนใส่ชุดทหารอยู่ในเมืองอีกแฮะ แถมมารอซื้อของกินกับเขาด้วย"
ผู้ยึดครองเมืองกาเซียสคนปัจจุบันออกความเห็นว่า "หัวหน้าทัพของพวกเขาไม่อยู่แล้ว ก็เลยไม่มีที่ไป เลยอาศัยอยู่ที่นี่ไปก่อนละมั้ง"
ผู้ปกครองเมืองกาเซียสคนเก่าตอบโต้ว่า "เฮ้อ~ พวกเขาอยู่ที่นี่ อาจจะเป็นผลดีต่อเมืองเราก็ได้ อย่างน้อยก็ทำให้ของกินขายดีขึ้น"
ลินทำหน้าห่อเหี่ยว พูดด้วยน้ำเสียงแหบว่า "เฮ้~ มันไม่เป็นผลดีกับพวกเรานะ... ฉันหิวแล้วยังต้องมารอคิวยาวยืดอีก"
แดรนซิส "ใจเย็น ๆ น่า เดี๋ยวก็ได้เอง"
แคเรวินมองซ้ายมองขวาอยู่สักพัก แล้วบอกลินว่า "พวกเธอรออยู่ที่นี่ก่อนนะ ฉันไปหาร้านที่ขายผลไม้ก่อน"
คู่หูของเธอพยักหน้ารับรู้ ปล่อยให้นางฟ้าใจดีเดินออกห่างไป ผู้คนเดินขวักไขว่จนยากที่จะมองหาตัวเจอเสียแล้ว
แดรนซิสเดินแหวกผ่านฝูงชนกลับมายังจุดเดิม ในมือหิ้วถุงใส่หมึกกล้วยเสียบไม้ปิ้งอยู่ด้วย เขาหยิบหมึกกล้วยปิ้งไม้หนึ่งขึ้นมา แล้วอ้าปากกัดหนวดหมึกเส้นหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวหนึบหนับหนึบหนับ แล้วก็ยื่นมือข้างที่ถือถุงใส่หมึกปิ้งไปทางลิน สตรีผู้หิวโหยรับมันไปอย่างเร็ว แล้วหยิบหมึกปิ้งขึ้นมากัดคำใหญ่ ๆ เคี้ยวหนึบหนับหนึบหนับแล้วกลืนบ้าง
"โอ้ว~ โอ้ว~ ในที่สุดฉันก็ได้กินเนื้อแล้ว~"
แดรนซิส "อ้าว ทำไมท่านถึงไม่ค่อยได้กินเนื้อเล่า ? หมึกปิ้งนี่หากินง่ายนะ"
ลินเคี้ยวหมึกปิ้งไปพลาง คุยไปพลางว่า "ตั้งแต่อยู่ที่ทัสคาลนี้ ตังค์ก็ไม่ค่อยมี แคเรวินเค้าเลยไม่ซื้อเนื้อให้กินน่ะ"
แดรนซิส หันมองซ้ายมองขวา แล้วถามว่า "อืม~ ว่าแต่ ตอนนี้แคเรวินเค้าหายไปไหนน่ะ ?"
ลิน "เค้าบอกว่าจะไปซื้อผลไม้น่ะ"
แดรนซิส "หืม ? มันก็พอจะหาได้อยู่หรอกนะ แต่ว่า ถ้ารอหมึกปิ้งที่ข้าซื้อ มันน่าจะได้เร็วกว่านะ เค้าไม่กินเนื้อสัตว์เหรอ"
ลิน "อือ ใช่ เค้ากินแต่ผักผลไม้เท่านั้น"
ทางด้านของแคเรวิน เจ้าตัวกำลังต่อคิวอยู่หน้าแผงขายแอปเปิ้ล เธอค่อย ๆ ขยับตำแหน่งไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงคิวเธอสักที เธอหยิบแอปเปิ้ลผลหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็เอามือล้วงกระเป๋าหยิบเหรียญขึ้นมา ก็พบว่า ล้วงเจอแค่เหรียญเดียวเท่านั้น มูลค่าของมันไม่ถึงครึ่งของราคาแอปเปิ้ลที่แสดงไว้บนป้ายหน้าแผง
แคเรวินทำหน้าหงิก พูดว่า "อ้าว แย่ละสิ ตังค์ฉันเหลือแค่นี้เอง"
เจ้าของแผงได้ยินเสียง ก็ยกมือขึ้นมาเกาคาง ทำท่าเหมือนกับนึกอะไรบางอย่าง ประมาณ 5 วินาทีผ่านไป เขาก็นึกออก เขาพูดเสียงดังว่า "อ๋อ~! ที่แท้ก็นางฟ้าที่เล่นเพลงเมื่อคืนนี้นี่เอง ฉันจำเสียงได้!!"
แคเรวิน "อ้อ ขอบใจนะที่จำเสียงได้"
เจ้าของแผง "เอา ถ้าเป็นท่านละก็ เราลดราคาให้ก็ได้ ไม่ต้องจ่ายเต็มราคาหรอก ถือซะว่าช่วยตอบแทนที่ทำให้เมืองสงบได้"
แคเรวินยิ้มเล็กน้อยให้กับเจ้าของแผง แล้วยื่นมือรับแอปเปิ้ลผลนั้นมา ผู้ได้รับแอปเปิ้ลลดราคาเดินออกมาจากแผง ผู้คนที่อยู่ใกล้ ๆ กับแผงต่างก็ได้ยินเสียงเธอ พวกเขารู้แล้วว่าเธอคือ แคเรวิน เวลาเรส ผู้ที่ยึดครองเมืองกาเซียสอยู่ในตอนนี้ ชาวบ้านต่างก็หลีกทางให้ผู้ยึดครองเมืองเดินออกไปได้โดยสะดวก
แคเรวินเดินย้อนกลับมาหาพวกแดรนซิส ระหว่างที่กำลังเดินอยู่ก็กัดแอปเปิ้ลเคี้ยวไปพลางด้วย เธอกลืนแอปเปิ้ลลงคอไป แล้วก็พูดกับตัวเองว่า "แอปเปิ้ลที่นี่เนื้อกรอบ หวาน ฉ่ำ ดีจริง ๆ รู้สึกได้แอปเปิ้ลผลนี้มีชีวิตชีวามากกว่าแอปเปิ้ลที่เคยกินในเมืองเมพเรฟมากนัก"
แดรนซิสเคี้ยวหมึกกล้วยปิ้ง พร้อมกับมองไปยังภาพเบื้องหน้า เขาเห็นฝูงชนมากมายแออัดยัดเยียดซื้อของกินกัน มันเป็นเรื่องยากเสียจริงที่จะมองหาแคเรวินได้ ผู้ปกครองเมืองคนเก่าหันหัวไปมองทิศอื่นบ้าง ก็พบว่า ทางทิศที่เขามองมีคนยืนเรียงกันเป็นช่องทางเดินกว้างประมาณ 1 เมตรครึ่ง ผู้ที่เดินมาในช่องทางนั้นคือผู้ปกครองเมืองกาเซียสคนปัจจุบัน เจ้าหล่อนกำลังเดินไปพลาง กินแอปเปิ้ลไปพลาง
แดรนซิสชูมือขึ้นจนสุดแขน กวักมือเรียกแคเรวิน คนถูกเรียกก็เดินมาหากลุ่มเดิมได้
ลินวิ่งแจ้นไปหาแคเรวิน แล้วพูดว่า "อ้าก หมึกปิ้งหมดแล้ว ยังไม่อิ่มเลย! ขอแอปเปิ้ลหน่อยสิ"
แคเรวินกลืนแอปเปิ้ลคำสุดท้ายลงไป ก่อนจะบอกลินว่า "คือว่า ฉันก็มีแอปเปิ้ลอยู่ผลเดียว และฉันก็กินมันจนหมดแล้วเสียด้วยสิ"
ลิน "หา~!?"
แคเรวิน "ฉันเหลือเงินไม่พอซื้อราคาเต็ม ๆ ได้ด้วยซ้ำ ที่ฉันกินไปเมื่อกี้น่ะ แม่ค้าเค้าอุตส่าห์ลดราคาให้เชียวนะ"
ลินลงไปนอนดิ้น ดิ้น ร้องงอแงว่า "แง~ ฉันยังไม่อิ่มเลยนะ~ ขอฉันกินอีกหน่อยสิ!"
แดรนซิสมองไปที่ผู้ใหญ่ที่กำลังดิ้นงอแง ก็ถอนหายใจ ตอบด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ว่า "เฮ้อ~ ข้าซื้อของกินให้อีกก็ได้ รออีกหน่อยก็แล้วกัน" จากนั้นเขาก็เดินไปต่อคิวที่หน้าแผงขายกุ้งเผา
ห่างไกลออกไปจากที่ว่าการเมืองกาเซียส ในซอยเล็ก ๆ ซอยหนึ่ง แพทย์หญิงเซลิน่ากำลังนั่งเท้าคางอยู่บนกระบะท้ายรถซาเล้งติดเครื่องยนต์คันหนึ่ง ใบหน้าของเธอโทรมมาก ขอบตาคล้ำมาก ๆ ผมก็ยุ่งกระเซิงหมด รถแล่นเข้ามาอย่างช้า ๆ แต่แล้วรถก็หยุดลง เซลิน่าค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วลงจากกระบะท้ายซาเล้ง เธอหันหน้าไปทางทิศเดียวกับที่ซาเล้งแล่นอยู่เมื่อครู่นี้ ก็พบว่า เพื่อนเก่าของเธอ นามว่า แอกซอว เซแอน กำลังนอนสลบขวางทางอยู่
คนขับรถซาเล้งกระโดดลงจากรถ แล้วเอาไม้แท่งยาวประมาณ 50 เซนติเมตร เขี่ย ๆ ที่เอวของแอกซอว แล้วผู้ที่สลบอยู่ก็รู้สึกตัว ลืมตาฟื้นขึ้นมา เขาเห็นภาพท้องฟ้าใส รู้สึกได้ถึงแสงแดดที่อบอุ่นไปถึงหัวใจ เมื่อลุกขึ้นแล้วหันมามองข้าง ๆ ก็พบว่า เพื่อนเก่าของเขายืนอยู่ตรงหน้าตนเองแล้ว
คุณหมอสาวตรวจสอบสภาพของแอกซอวด้วยสายตา เห็นได้ชัดว่าตัวเขามีบาดแผลหลายแห่ง เนื้อตัวก็มอมแมมไปหมด
เซลิน่าเท้าเอว พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "นี่ เจ็บตัวขนาดนี้ ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลกัน หือ ?"
แอกซอวนอนนิ่งไปชั่วครู่ จึงตอบว่า "หมอมีจำกัด ยาก็มีจำกัด ควรสงวนไว้ให้กับคนที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา และมีโอกาสรอดจริง ๆ เท่านั้น..."
เซลิน่า "พูดจาเป็นละครน้ำเน่าไปได้ พูดงี้หมายความว่าเธอคิดว่าตัวเองไม่มีโอกาสรอดแล้วหรือไงกัน ?"
แอกซอว "ไม่หรอกน่า ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก"
เซลิน่า "เออ ก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องมีงานเพิ่มเยอะ"
แอกซอว "ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล เพราะว่าเธอรักษาคนเจ็บเสร็จแล้วเหรอ ?"
เซลิน่า "ฉันทำเท่าที่ฉันทำได้แล้ว ตอนนี้ให้ลูกน้องฉันจัดการไปก่อน ฉันจะกลับบ้านแล้ว แล้วเธอล่ะ จะไปไหนต่อ ?"
แอกซอวเงยหน้ามองฟ้า ทำท่าครุ่นคิดแล้วตอบว่า "ไม่รู้เหมือนกัน... ตอนนี้ท่านเมเร่ก็ไม่อยู่แล้ว..."
เซลิน่า "งั้นเธอก็อยู่ที่นี่ต่อไปสักพักก็แล้วกัน"
แอกซอว "แต่ว่า... ฉันสลายฐานทัพชั่วคราวของฉันไปแล้วนะ....."
เซลิน่า "งั้นเธอก็อยู่บ้านฉันไปก่อนก็ได้"
แอกซอว "หา~!? จะดีเหรอ"
เซลิน่า "เพื่อนกัน ไม่เป็นไรหรอกน่า เอ้า! ขึ้นรถ!"
แอกซอวพยักหน้า ลุกขึ้นยืนโซเซ ก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนกระบะท้ายรถซาเล้ง เซลิน่าก้าวขึ้นไปนั่งข้าง ๆ เขา แล้วบอกคนขับรถซาเล้งให้ออกรถได้
เธอหลับตาลงแล้วเอียงหัวไปพิงไหล่ของเพื่อนชายข้าง ๆ เซลิน่าขยับปากช้า ๆ พูดว่า "เพลียชะมัดเลย.... ขอพิงหน่อยแล้วกัน......"
แอกซอวนั่งนิ่ง ๆ ยอมเป็นหมอนให้เพื่อนสาวชั่วคราว เขาคิดในใจว่า...
"ที่ผ่านมาฉันแทบจะไม่ได้ทำอะไรให้เธอเลย ถ้านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ฉันทำให้เธอได้.. ฉันก็จะทำ..."
เวลาต่อมา ณ อาคารที่ว่าการเมืองกาเซียส ภายในห้องโถงชั้นล่าง
แดรนซิส โดมิแนท ลิน แคเรวิน นั่งล้อมวงรอบโต๊ะตัวหนึ่ง บนจานใบใหญ่ตรงกลางโต๊ะมีเปลือกกุ้งเผากองโต ถ้วยน้ำจิ้มกุ้งเผาก็กลายเป็นถ้วยเปล่าไปเสียแล้ว ตรงหน้าแคเรวินก็มีเปลือกผลไม้แข็ง ๆ กองอยู่บนจานใบเล็ก
ลินเอามือลูบท้องเบา ๆ พูดว่า "เฮ เฮ! ได้กินขนาดนี้สิ ถึงจะพอ~!"
แดรนซิส "ได้กินอาหารแล้ว คงจะพอมีแรงกันแล้วสินะ"
ลิน "หา~ จะใช้แรงพวกเราทำอะไรกัน ?"
แดรนซิส "มันก็ไม่ใช่งานที่ใช้แรงเยอะนักหรอก"
พูดเสร็จเขาก็ลุกขึ้น เดินนำไปที่ห้องเก็บของ สาว ๆ ที่เหลือก็เดินตามหลังเขามาด้วย แดรนซิสเปิดตู้เก็บของแล้วหยิบพลั่วออกมา 3 อัน
ลินรับพลั่วมาถือไว้อันหนึ่ง แล้วถามว่า "นี่จะให้พวกเราไปขุดอะไรเหรอ ?"
แดรนซิสชูมือขึ้นข้างบน ชี้ไปที่เพดานแล้วพูดว่า "ขุดหลุมฝังศพไง"
ลิน "หา!? จะขุดหลุมที่เพดานได้ยังไงกัน"
แดรนซิส "ข้าไม่ได้หมายถึงขุดหลุมบนเพดาน ข้าชี้นิ้วขึ้นไปน่ะ หมายความว่าศพที่พวกเราจะเอาไปฝังน่ะ อยู่ข้างบนโน้น เราจะต้องลากออกมาฝังข้างนอก"
ทุกคนเดินขึ้นไปที่ห้องกระจายเสียงอีกครั้ง ร่างไร้วิญญาณของเมเร่ยังคงนอนอยู่บนคราบเลือดกลางห้องนี้
แดรนซิสเอามือก่ายหน้าผาก เขาพูดว่า "เฮ้อ ทำไมตอนตื่นขึ้นมาข้าลืมไปได้นะ ว่ามีศพนอนกองอยู่ในห้องเดียวกัน..."
ลินทำตาขวาง ชี้นิ้วไปทางแคเรวิน แล้วตอบว่า "ก็เพราะเพื่อนฉันนอนแก้ผ้าห่มผ้าห่มผืนเดียวไง ถึงเรียกความสนใจจากคุณได้"
แดรนซิส "อือ~ นั่นซินะ คนเราควรจะให้ความสนใจกับคนที่มีชีวิตอยู่มากกว่า เอาละ ได้เวลาเอาสิ่งที่ไม่มีชีวิตแล้วออกไปจากที่นี่เสียที"
พอแดรนซิสพูดเสร็จ เขาก็เดินตรงไปที่ตัวเมเร่ หิ้วร่างเมเร่ออกมาจากห้องไปที่ลานหน้าที่ว่าการ เขามองหาส่วนที่เป็นพื้นดินกว้าง ๆ แล้วลงมือขุดดิน ลินกับโดมิแนทก็ช่วยเขาขุดด้วย
จำนวนพลั่วที่แดรนซิสหยิบออกมามีแค่ 3 อันเท่านั้น แคเรวินไม่ได้ถือเครื่องมือขุดอยู่ด้วย เจ้าหล่อนรู้ตัวเองดีว่าแรงสู้คนที่กำลังขุดอยู่ไม่ได้ และแดรนซิสก็คงจะรู้เช่นกัน จึงไม่ได้หยิบอุปกรณ์การขุดมาให้ด้วย
ผู้หญิงที่แรงน้อยที่สุดในกลุ่มตอนนี้ บอกทุกคนว่า "ระหว่างนี้ ฉันขอตัวก่อนนะ ฉันไม่ไปไกลจากที่นี่นักหรอก"
แดรนซิสหันหน้ามาทางเธอ แล้วบอกว่า "เออ ท่านไปก่อนก็ได้ ตรงนี้พวกข้าจัดการเองได้"
แคเรวินเดินออกไปรอบ ๆ ที่ว่าการ ผู้คนยังคงออจอกันอยู่หน้าแผงขายของไม่หยุดหย่อน ผู้ปกครองเมืองคนปัจจุบันเดินสังเกตผู้คนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าเท้าเตะถูกอะไรบางอย่างแข็ง ๆ เข้า เธอก้มลงไปดูก็พบว่า เป็นโล่โลหะรูปวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร บนพื้นผิวเต็มไปด้วยรอยไหม้ คราบเลือดแห้ง ๆ รอยยุบลงไปคล้ายกับถูกยิงด้วยกระสุนปืน ตรงกลางโล่อันนั้นมีรอยถูกฟันด้วยของมีคมจนทะลุ
แคเรวินหันซ้ายหันขวามองไปรอบ ๆ เธอนึกขึ้นได้ว่า "เช้านี้ ฉันเพิ่งจะเห็นขยะสงครามชิ้นใหญ่อย่างนี้เป็นชิ้นแรก สงสัยว่าเศษอาวุธชิ้นอื่น ๆ คงจะถูกเก็บกวาดไปหมดแล้ว... ขอเก็บชิ้นนี้ไว้เป็นอนุสรณ์แห่งสงครามก็แล้วกัน"
แคเรวินก้มลงไปหยิบโล่อันนี้ขึ้นมาสำรวจ เธอหันตัวกลับไปยังอาคารที่ว่าการ แล้วก้าวเท้าเดินไปที่ตึก แต่ก้าวไปได้เพียงสามก้าวเธอก็เซเล็กน้อย ผู้หญิงบอบบางคิดในใจว่า "หนักชะมัดเลย... น้ำหนักที่ประเมินได้ คือประมาณ 7 กิโลกรัมแน่ะ... พวกทหารแบกของพรรค์นี้วิ่งไปวิ่งมาได้ยังไงกันนะ....."
แคเรวินค่อย ๆ ก้าวเท้าอีกครั้ง โล่ที่เคยถือไว้ทั้งอัน เธอก็จับเฉพาะปลายด้านหนึ่ง แล้ววางปลายอีกด้านหนึ่งลงพื้น จากนั้นก็ลากมันมาจนถึงหน้าอาคารที่ว่าการได้สำเร็จ สาวน้อยบอบบางหอบแฮ่ก ๆ เล็กน้อย แล้วนั่งลงบนบันไดหน้าประตูทางขึ้นตึก
ทางด้านของแดรนซิส และผู้หญิงแรงดีอีก 2 คน ตอนนี้พวกเขาขุดหลุมได้ลึกประมาณ 50 เซนติเมตรแล้ว
ลินเอามือปาดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วถามว่า "เราจะฝังกันยังไงดีล่ะ?"
แดรนซิสแบกร่างเมเร่ขึ้นมา แล้วพูดว่า "ทำอย่างนี้ไงล่ะ" แล้วก็โยนศพประธานาธิบดีลงไปในหลุมหน้าตาเฉย
ลิน "เหอ~!? ไม่หาโลงศพหรือเอาผ้าห่อศพมาห่อให้สักหน่อยเหรอ ?"
แดรนซิส "คนตายไปแล้วก็สมควรจะกลับคืนสู่ผืนแผ่นดินอย่างสงบ จัดสุสาน จัดงานศพให้หรูไปก็เท่านั้นแหละ ทำไปคนก็ไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก สร้างความยุ่งยากให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เปล่า ๆ"
ลิน "แต่เค้าก็เป็นประธานาธิบดีเชียวนะ น่าจะจัดให้มันสมกับตำแหน่งหน่อย"
แดรนซิส "การแบ่งเบาภาระของประชาชนเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของผู้นำประเทศ ถ้าตายไปแล้วยังสร้างภาระให้เสียอีก ก็เท่ากับบกพร่องต่อหน้าที่ ข้าเชื่อว่านางก็คงไม่ต้องการหรอก"
ลิน "เออ เออ ถ้าคุณคิดว่าควรทำอย่างนี้ ก็ทำไปเถอะ"
ว่าแล้ว เธอก็ใช้พลั่วตักดินที่เพิ่งขุดขึ้นมา โยนกลับลงไปในหลุมอีกครั้ง แดรนซิสกับโดมิแนทก็ทำเช่นเดียวกัน ดินค่อย ๆ ปกคลุมร่างไร้วิญญาณไปทีละนิด จนกระทั่งฝังมิดทั้งร่าง
แดรนซิสเห็นไม้กระดานแท่งหนึ่งกองอยู่แถวนั้นพอดี เขาหยิบมันมา แล้วใช้ดาบสลักชื่อ "เมเร่ ราวิเอเลีย" ลงไปบนไม้แผ่นนั้น จากนั้นก็ปักมันลงไปบนหลุมศพของผู้ที่มีชื่อเดียวกับที่เขียนไว้บนแผ่นไม้นั้น
แดรนซิสนั่งพักลงไปบนหญ้าหย่อมเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ กับหลุมศพของเมเร่ ลินชี้นิ้วไปทางอาคารที่ว่าการ แล้วบอกแดรนซิสว่า "เฮ้อ.. ฉันกลับไปพักที่ตึกก่อนนะ ถ้ามีอะไรอีกก็ไปเรียกที่ตึกก็แล้วกัน"
ผู้ว่าการคนเก่าพยักหน้า พูดว่า "เออ ไปที่นั่นเลยก็ได้ ข้ายกที่ว่าการนี้ให้พวกท่าน"
ว่าแล้ว ลินก็เดินมาที่หน้าตึก แล้วก็พบแคเรวินนั่งอยู่บนบันไดทางเข้าตึก ที่ข้าง ๆ ตัวคู่หูของหล่อนมีโล่โลหะโทรม ๆ กองอยู่
ลินถามคู่หูของตนว่า "เฮ้ เธอจะเก็บไอ้ของพรรค์นี้มาทำไมกัน ?"
แคเรวินตอบเสียงเรียบว่า "ฉันรู้สึกว่าอะไรบางอย่างมันดลใจให้ฉันเก็บน่ะ รู้สึกเหมือนกับว่าฉันจะใช้มันทำอะไรบางอย่างในไม่ช้านี้"
ลินทำทำหน้าเบ้ ถามว่า "ไอ้ของพรรค์นี้จะไปทำอะไรได้ ท่าทางหนักก็หนัก โทรมก็โทรม"
แคเรวิน "เอาเถอะน่า เดี๋ยวถึงเวลา ฉันก็คิดออกเองแหละ ว่าจะเอามันมาทำอะไร ตอนนี้แบกมันเข้าไปเก็บก่อนดีกว่า เอ้า! ฮึบ.."
สาวน้อยบอบบางแบกมันขึ้นมาอีกรอบ ทว่า ดูท่าทางเธอแรงน้อยเกินกว่าจะแบกมันเข้าไปเก็บได้โดยสะดวก ลินจึงวิ่งมาช่วยถือขอบโล่อีกข้างหนึ่งให้ พอช่วยกันแบกสองคนแล้ว ก็ดูจะเบาแรงลงไปมาก ทั้งคู่เดินเข้าไปในตึก จากนั้นก็วางมันไว้ที่มุมห้องโถงด้านหน้า
ณ รัฐสภาแห่งประเทศเอลกัสโซ เวลาประมาณ 9.30 น.
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ มีพื้นที่ถึง 350 ตารางเมตร มีเก้าอี้ถึง 250 ที่นั่ง ทว่า จำนวนผู้คนที่อยู่ในนี้โหรงเหรงนัก มีนักการเมืองมาประชุมสภาแค่ 30 คน เท่านั้น แต่ละคนนั่งกระจัดกระจายกันอยู่ที่เก้าอี้แถวหลัง ๆ
สมาชิกฝ่ายรัฐบาลผู้หนึ่งเดินไปยังที่นั่งหน้าห้อง แล้วพูดผ่านไมค์ว่า "วันนี้ ไม่ครบองค์ประชุม ขนาดประธานาธิบดียังไม่มาเลย พวกเราสลายตัวเถอะ"
เหล่าผู้คนที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดในห้องประชุม ทำหน้าชื่นบาน โห่ร้อง "เฮ~~ เฮ~~" จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินออกไปจากห้องประชุม สวิตส์ไฟและเครื่องปรับอากาศทั้งหลายทยอยถูกปิดไปเรื่อย ๆ จนหมด
ณ บ้านพักของประธานาธิบดี อัลเวียน ไอเซนิค
เจ้าของบ้านนั่งเหม่อลอย มองออกไปทางหน้าต่างที่กำลังเปิดอยู่ สีหน้าของเขาซังกะตายยิ่งนัก
ทันใดนั้นเอง จู่ ๆ ผู้ช่วยของเขา นามว่า เนนเกล เอสเซอิก ก็โผล่มาที่หน้าต่างนั้น เธอใส่เสื้อกล้ามเอวลอยกับกางเกงยีนตามปกติ เธอกล่าวทักทายว่า "สวัสดี คุณอัลเวียน"
คนถูกทักทายยังคงทำหน้าเหมือนเดิม ไม่แสดงท่าทีตื่นเต้นใด ๆ
เนนเกล "นี่ ฉันโผล่มาแบบนี้ ไม่ตกใจเลยหรือ ?"
อัลเวียน "ฉันเจอเธอที่ห้องทดลองเป็นประจำอยู่แล้ว มาเจอเธออีกรอบก็ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นตรงไหน"
เนนเกล "แล้วมาทำหน้าหมดอาลัยตายอยากอยู่แถวนี้ทำไมล่ะ วันนี้คุณควรจะไปประชุมสภาไม่ใช่หรือ ?"
อัลเวียน "ฉันไปก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่ดี พอจะเดาได้ว่าสมาชิกรัฐสภาเขาไม่โผล่มาเยอะหรอก"
เนนเกล "ถ้าอย่างนั้น คุณก็น่าจะไปที่ห้องทดลองนะ"
อัลเวียน "ผู้หญิงที่ฉันเคยรักมากตายไปแล้ว ฉันไม่มีกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น... ให้ฉันอยู่อย่างสงบบ้างเถอะ..."
เนนเกล "คุณจะอยู่อย่างสงบไปได้อีกนานขนาดไหนเชียว คุณมีเรื่องต้องทำอีกเยอะนะ...."
อัลเวียน "เฮ้อ~ เธอจะเข้าใจความรู้สึกของฉันได้ยังไงกัน..... ฉันไม่เหลืออะไรให้ปกป้องอีกแล้ว... ถ้าสิ่งที่เธอต้องการปกป้องสูญสลายไปแล้วละก็ เธอก็จะเป็นเหมือนฉันนี่ละ"
เนนเกล "ฉันก็เคยเป็นเหมือนคุณนั่นแหละ แต่เผอิญว่าฉันไม่ได้มีเวลาหมดอาลัยตายอยากเยอะขนาดนั้น ถึงแม้ใจสลาย ฉันก็ต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้"
อัลเวียน "เธอเจอเรื่องหนักหนาสาหัสอะไรนักเชียว ?"
เนนเกล "เมื่อหลายปีก่อน พวกพ้องหลายสิบคนที่เคยร่วมโครงการวิจัยเดียวกับฉันตายไปแล้ว... ห้องทดลองก็พังยับเยินหมด... โครงการก็เจ๊งไม่เป็นท่า..."
อัลเวียน "เธอมีความรู้สึกรักพวกพ้องของเธอ เหมือนอย่างที่ฉันเคยรักเมเร่หรือไงกัน....? ถึงเอามาเปรียบเทียบกันได้..."
เนนเกล "มันก็คงไม่ใช่ความรู้สึกที่เหมือนกันเป๊ะ ๆ หรอก เอาเป็นว่า คุณก็ต้องทำเรื่องที่คุณต้องทำต่อไป และฉันก็มีเรื่องที่ฉันต้องทำเหมือนกัน จากนี้ไปพวกเราคงไม่ได้เจอกันแล้ว..."
อัลเวียน "ทำไมจะไม่ได้เจอกันเล่า เดี๋ยวฉันไปเยี่ยมในคุกก็ได้ ถ้าเธอยังคิดจะทำเรื่องผิดกฏหมายอยู่นะ"
ยังไม่ทันพูดต่อ เนนเกลก็กระโดดออกไปไกลเสียแล้ว
ประธานาธิบดีแห่งเอลกัสโซ ยังคงเหม่อลอย เขาล้มตัวลงไปนอนบนเตียง ค่อย ๆ หลับตาลง แล้วคิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ
"ฉันไม่น่าปล่อยให้เมเร่ไปจากฉันเลย....... ฉันควรจะอยู่กับเมเร่เพื่อจะปกป้องเค้าได้....
ที่สุดแล้ว ฉันก็คือคนที่เห็นแก่ตนเอง.... ฉันเลือกทำสิ่งอยากทำ แทนที่จะอยู่ข้าง ๆ ผู้หญิงที่ฉันรัก.......
จากนี้ไป ยังจะมีอะไรให้ฉันปกป้องอีกนะ.......
หรือว่า... ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรให้ปกป้องแล้ว จะทำเรื่องที่อยากทำนอกเหนือจากนั้น แบบไม่ต้องพะวงอะไรเลยดีไหมนะ.........?"
ณ รัฐสภาแห่งทัสคาล กลางเมืองเมพเรฟ
ภายในห้องทำงานของรองประธานาธิบดี เอกสารกองโตวางกระจัดกระจายอยู่เต็มโต๊ะ เจ้าของห้องนั่งหมดอาลัยอยู่ที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง ฝั่งตรงข้ามเก้าอี้ของรองประธานาธิบดี มีหัวหน้าหน่วยรบหมายเลข 1 นาม นิสทริกส์ แมนดิกส์ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง สีหน้าของเขาดูห่อเหี่ยวนัก บนร่างกายเขามีผ้าพันแผลอยู่เต็มไปหมด แขนซ้ายก็ยังคงห้อยอยู่นิ่ง ๆ
นิสทริกส์รายงานผลการต่อสู้ว่า "งานนี้ ฝ่ายเราสามารถล้มกษัตริย์ซาคาร่าได้สำเร็จแล้ว ทหารซาคาร่าถอนตัวไปแล้วก็จริง แต่ผลสุดท้าย เราก็ยังยึดเมืองกลับมาเป็นของทัสคาลไม่ได้...... ท่านเวเนเลียต้องการจะให้พวกผมดำเนินการอะไรต่อไปไหม ?"
เวเนเลียตอบด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ ว่า "เฮ้อ... อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวอะไรนักเลย........ กองทัพของพวกเราเสียกำลังพลไปมาก แถมสงครามเพิ่งจบไปวันเดียว ทหารก็ถอนตัวออกจากกองทัพไปเกินกว่าครึ่ง.... ถ้าดันทุรังสู้กันตรง ๆ ในสถานการณ์อย่างนี้จะได้ไม่คุ้มเสีย"
นิสทริกส์ "ผมคิดว่าทหารลูกกระจ๊อกไม่ค่อยจำเป็นเท่าไรหรอก เพราะท่านเวเนเลียคนเดียวก็เผาศัตรูได้เป็นฝูงแล้ว แบบนี้คงสามารถกดดันให้แคเรวิน เวลาเรส หนีกลับประเทศได้"
เวเนเลีย "ฉันใช้พลังเต็มที่บ่อย ๆ ไม่ได้หรอกนะ ยังไงก็ต้องใช้เวลาอีกสองสามวัน กว่าจะฟื้นพลังเวทจนเผาศัตรูได้แบบเมื่อวาน"
นิสทริกส์ "ท่านจะบอกว่า จะรอจนกว่าพลังของท่านจะฟื้นคืนดังเดิมค่อยเคลื่อนไหวอย่างนั้นหรือ ?"
เวเนเลีย "ก็คงจะเป็นอย่างนั้น"
นิสทริกส์ "ตอนนี้ ยังเหลือหน่วยของเพวิรี่ ที่ยังมีกำลังพลค่อนข้างสมบูรณ์ จะให้เขาบุกโจมตีเลยไหม ?"
เวเนเลีย "ฉันคุยกับเพวิรี่แล้ว เขาบอกว่าจะลองเข้าไปเจรจาดูก่อน ถ้าหากว่าแคเรวินไม่ยอมคืนเมืองกาเซียสให้เรา ค่อยใช้กำลังทหารบุกยึดเมืองคืน"
นิสทริกส์ "แบบนี้ไม่สมกับเป็นท่านเลยนะ เมื่อก่อนนี้ท่านเวเนเลียทำอะไรต่ออะไรเด็ดขาด รวดเร็ว ไม่ชอบปล่อยให้ค้างคานี่นะ ?"
เวเนเลีย "ก็เพราะว่าฉันใจร้อนอย่างนั้นนะสิ ฉันถึงเผาฟอวเกียด้วยตัวเองไม่สำเร็จ ถ้าตอนที่ฉันเจอกับมัน ฉันใจเย็นและรัดกุมกว่านี้ ฉันคงฆ่ามันได้....."
ทั้งคู่นิ่งเงียบไป นิสทริกส์เข้าใจดีว่าทุกคนเสียใจที่เมเร่ตาย เมื่อย้อนกลับมามองตัวเองแล้ว ก็พบว่าตัวเองไม่สมบูรณ์แบบพอ ก็เลยผลักภาระส่วนที่เกิดจากความบกพร่องของตัวเองไปให้กับคนที่สมบูรณ์แบบกว่า
พวกเราได้โยนภาระมากมายให้กับเมเร่ พวกเราบกพร่องต่อหน้าที่เสียเหลือเกิน
เวเนเลียเปิดประเด็นต่อไปว่า "แคเรวิน เวลาเรส ก็เป็นแค่นักดนตรี ไม่มีกำลังทหารในการควบคุมแม้แต่นิด ต่อให้คุณเจ็บตัวขนาดนี้ ก็ฆ่าหล่อนได้ไม่ยาก แต่ทำไมคุณถึงไม่ทำล่ะ ?"
นิสทริกส์ "เพราะว่าผมไม่อยากฆ่าคนคนนั้น"
เวเนเลีย "ทำไมคุณถึงไม่อยากฆ่าล่ะ ? ไม่สมกับเป็นคุณเลยนะ เมื่อก่อนเอะอะอะไร คุณก็บอกว่า ฆ่า ฆ่า ฆ่า เสียก็หมดเรื่อง"
นิสทริกส์ "เป็นเรื่องที่แปลกจริง ๆ ขณะที่ผมได้ยินเสียงของแคเรวิน ความรู้สึกกระหายเลือดของผมเบาบางลง จนไม่รู้สึกว่าอยากจะฆ่าคนผู้นี้เลย"
เวเนเลีย "แปลกอย่างที่คุณว่ามาจริง ๆ นั่นแหละ ยังไงก็เถอะ ตอนนี้พวกเราจะไม่เคลื่อนไหวด้วยกำลังทหารในเร็ววันนี้ คุณคงยังไม่หายเหนื่อยหรอก กลับไปพักผ่อนเสียเถอะ"
นิสทริกส์โค้งคำนับ กล่าวขอบคุณ แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินออกไปทางประตู
เหลือเพียงเวเนเลียนั่งกุมหัวอยู่ในห้องคนเดียว น้ำตาของหล่อนค่อย ๆ หยดลงไปบนกองเอกสารบนโต๊ะ
"ที่เมเร่ตายนั้น มันเป็นความผิดของฉันเอง... ฉันไม่ควรปล่อยให้ฟอวเกียหนีไปได้.....
ที่สุดแล้ว ฉันก็คือคนที่โยนภาระไปให้เมเร่เอง.......... เพราะไม่สมบูรณ์แบบมากพอ ก็เลยจัดการภาระส่วนนั้นเองไม่ได้
จากนี้ไปฉันจะต้องสมบูรณ์แบบยิ่งกว่านี้.... สิ่งใดที่เมเร่ต่อสู้เพื่อให้ได้กลับคืนมา ฉันจะช่วยเอากลับมาเอง....."
ณ บ้านพักของแดรนซิส
ทั้งแดรนซิสและโดมิแนทกลับมาถึงที่บ้านแล้ว แดรนซิสเดินตรงขึ้นไปยังห้องนอนที่อยู่ชั้นสอง ผู้คุ้มกันของเขาก็ตามไปด้วย
โดมิแนทถามเจ้านายของตนว่า "ปล่อยให้แคเรวินกับลินเค้ายึดเมืองไว้แบบนี้ จะดีแล้วหรือคะ ?"
แดรนซิสทำหน้าชื่นบาน ตอบว่า "ข้าได้คิดทบทวนดูแล้ว นั่นละที่ข้าต้องการ!! เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าเกลียดภาระมากขนาดไหน มีคนมารับภาระแทนข้า นับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง!!"
โดมิแนท "เกรงว่าภาระมันจะไม่หมดง่ายขนาดนั้นนะสิคะ ตอนนี้ท่านแดรนซิสไม่ได้รับเงินเดือนประจำตำแหน่งผู้ว่าการนะคะ"
แดรนซิส "ไม่เป็นไรหรอกน่า~ พวกแคเรวินเค้าไม่อยู่ที่นี่ไปตลอดหรอก ถึงเวลาข้าก็กลับไปนั่ง ๆ นอน ๆ ในที่ว่าการเหมือนเดิม ข้าก็มีตังค์ใช้แล้ว~!"
โดมิแนท "ก็หวังว่าจะอยู่ถึงตอนนั้นให้ได้แล้วกันนะคะ"
.........
เวลาผ่านไปอีกประมาณ 3 วัน ณ เมืองเมพเรฟ ประเทศทัสคาล
มหาวิทยาลัยที่โดนฟอวเกียบุกตี แถมยังโดนเวเนเลียเผายับเยิน ยังคงไม่มีการเรียนการสอน คนงานตั้งหน้าตั้งตาซ่อมแซมอาคารต่าง ๆ
ห่างออกไปจากมหาวิทยาลัยไม่มากนัก มีโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ที่บริเวณหน้าโรงงาน มีนักเลงสองกลุ่มยืนประจันหน้ากันอยู่ กลุ่มละประมาณ 15 คน สมาชิกแกงค์นักเลงทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นชายฉกรรจ์หน้าเยิน สวมเครื่องแบบนักเรียนช่างกลแบบโทรม ๆ ในมือของแต่ละคนถืออาวุธมาครบ ไม่ว่าจะเป็นของมีคม หรือของหนักอื่น ๆ
หัวหน้าแกงค์คนหนึ่ง ประกาศศึกว่า "วันนี้พวกข้าขอเอาคืน ที่พวกแกมาหยามสถาบันของข้าด้วยการเอาสีมาพ่นใส่ป้ายโรงเรียนข้า!!"
ฝ่ายถูกกล่าวหาว่าไปหยามสถาบันอื่น ได้ย้อนว่า "ก็แล้วทีพวกแกเล่า มาหยามพวกข้าก่อนด้วยการโขมยป้ายโรงเรียนข้าไปเสียดื้อ ๆ เลย"
"ปิ้ว~!"
กระสุนแสงพุ่งออกมาจากหลังเสาไฟฟ้า เฉี่ยวแก้มของหัวหน้าแกงค์ฝ่ายหนึ่งเข้า เลือดไหลออกมาเป็นทาง จนเปรอะคอเสื้อไปหมด หัวหน้ากลุ่มทรชนหันหน้าไปทางเสาไฟฟ้า ชี้นิ้วใส่แล้วตะโกนว่า "เฮ้ย มันอยู่ตรงนั้นน่ะ!! จัดการมันก่อนเลย!! ให้มันรู้ซะบ้างว่าคนจะตีกัน อย่ามายุ่ง!!"
บรรดานักเลงวิ่งกรูกันเข้าไปหาเสาไฟฟ้าต้นนั้น เซนด้า เกรสโทรี่ซึ่งแอบอยู่หลังเสาต้นนั้น กระโดดหลบออกมา ในมือของเขาถือปืนไรเฟิลของพี่สาวอยู่ด้วย ระหว่างที่เขาวิ่งหนีก็ยิงกระสุนใส่พวกนักเลงสุ่ม ๆ เข้าไป แต่ก็ยิงพลาดเป้าไปหลายนัด
นักเลงคนหนึ่งหยิบลูกกลม ๆ เท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋ากางเกง เขาจุดไฟด้วยไฟแช็ก แล้วเขวี้ยงใส่เซนด้า สัญชาตญาณของเซนด้าคาดเดาได้ว่ามันคือระเบิด เซนด้าพยายามยิงสกัดออกไปถึง 3 นัด เพื่อให้มันระเบิดก่อนถึงตัวพร้อมกับวิ่งหลบไปด้วย แต่ว่ากระสุนก็ยังไม่ถูกเป้าหมายแม้แต่นัดเดียว ลูกกลม ๆ ลูกนั้นตกลงห่างจากตัวเขาแค่ 5 เมตร
"ตู้ม~~!!!"
มันระเบิดออกมาเป็นเปลวไฟลุกท่วม รอบ ๆ รัศมี 5 เมตรที่มันตกลงไป แถมยังมีสะเก็ดระเบิดเป็นเศษโลหะกระเด็นไปไกลกว่านั้นอีกหลายเมตร เซนด้าโดยสะเก็ดระเบิดเข้าไปที่ขาซ้ายกับที่เอว
"ปัง!! ปัง!! ปัง!!"
ยังไม่พอแค่นั้น นักเลงคนหนึ่งชักปืนลูกซองออกมาแล้วยิงใส่ เซนด้าไม่ยอมอยู่เฉย ๆ กระโดดหลบไปด้านข้างแล้วยิงสวนออกไป กระสุนที่เซนด้ายิงออกไปนั่นถูกมือของคนที่เพิ่งยิงใส่เขาพอดี
เซนด้าทิ้งปืนไรเฟิลลงกับพื้น แล้วบ่นโวยวายว่า "ทำไมฉันใช้ไอ้ของพรรค์นี้ไม่คล่องสักทีนะ!?!? ไหน ๆ ก็ใช้ไม่คล่องแล้ว ก็ไม่ต้องใช้มันซะเลย!!"
นักเวทย์หนุ่มรวบรวมพลังเวทย์ไว้ที่ฝ่ามือ แล้วเสกกงจักรพลังจิตออกมา มันหมุนรอบตัวเองเร็วมาก เซนด้าเหวี่ยงมันออกไป มีเส้นพลังเวทย์บาง ๆ เชื่อมระหว่างมือเขากับกงจักรพลังจิต
"ฉวัะ~~! ฉวัะ! ฉวัะ!"
ด้วยการร่อนกงจักรเพียงครั้งเดียวก็ปาดร่างนักเลงได้พร้อมกันถึง 3 คน แต่พวกมันก็ไม่ยอมหยุดกันสักที พวกมันวิ่งเข้าหาเซนด้าจากรอบทิศทาง
นักเลงทั้งสองกลุ่ม และตัวเซนด้าเอง แลกหมัดตะลุมบอนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
"ตุ๊บ!! ตับ!! ตุ๊บ!! ตั๊บ!! ฉวัะ! ปิ้ว บรึ้ม~~!!"
ระหว่างที่กำลังสู้กันอยู่นั้น ก็มีเปลวไฟสีแดงเข้มพุ่งมาจากอีกทางใส่พวกนักเลงที่กำลังรุมเซนด้าอยู่ พวกมันต่างดิ้นพล่านเมื่อโดนเผา อีกไม่นานนัก บรรดานักเลงทั้งหมดต่างก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้นหมดแล้ว แต่ละคนเจ็บตัวกันไม่น้อย เหลือเพียงเซนด้าที่ยืนหอบแฮ่ก ๆ อยู่คนเดียว เขาหันหน้าไปทางที่ไฟพุ่งมา ผู้ที่มาช่วยเขาเผาพวกนักเลงคือ เคริโอส โซเรียน่า อดีตอาจารย์สาวแต่งตัวสไตล์เดิม โชว์ผิวหนังมากกว่า 70% ของพื้นที่ผิวบนตัวหล่อนทั้งหมด กระโปรงหลังมีรอยเว้าตรงกลางจนเห็นร่องก้น บนตัวหล่อนมีพลาสเตอร์แปะอยู่กระจายหลายแห่ง และมีรอยแผลที่แห้งแล้วอีกหลายจุด
เซนด้าพูดอย่างไม่ใยดีว่า "ถึงอาจารย์จะไม่มาช่วย ผมก็ล้มพวกมันได้น่า อย่างมากก็แค่เจ็บตัวอีกหน่อย"
เคริโอส "เอาเถอะน่า ถ้ากวาดพวกมันได้เร็วขึ้นก็น่าจะดีไม่ใช่รึ?"
เซนด้าทำหน้าหงิกแล้วส่ายหน้า พูดว่า "ผมก็ไม่ได้อยากจะให้มาช่วยสักหน่อย ว่าแต่รู้ได้ยังไงว่าผมอยู่แถวนี้?"
เคริโอส "มันเป็นทางผ่าน ของเส้นทางที่จะไปบ้านเธอพอดีไงล่ะ ถึงได้บังเอิญเจอเธอ"
เซนด้าส่ายหน้าต่อไป แล้วบอกว่า "ก็อย่างที่ว่าไปเมื่อกี้นี้แหละ ผมไม่ได้อยากจะเจออาจารย์สักหน่อย"
เคริโอส "ก็พอจะเข้าใจอยู่ ว่าเธอไม่พอใจที่ฉันร่วมมือกับพวกซาคาร่าในการก่อสงคราม"
พูดยังไม่ทันขาดคำ ลูกศิษย์สุดที่รักก็ตะคอกใส่อดีตอาจารย์ตัวเองว่า "อย่างอาจารย์จะไปเข้าใจอะไร!? รู้หรือเปล่าว่าสงครามครั้งนี้มันทำให้พี่สาวที่ผมรักที่สุดเอาชีวิตมาทิ้ง!!"
อาจารย์สาวทำหน้าสลดแล้วพูดค่อย ๆ ว่า "ขอโทษนะ....." แต่เซนด้าก็พูดแทรกอย่างเร็วว่า "มันไม่ง่ายถึงขนาดว่าขอโทษแล้วทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติหรอก! และผมก็ไม่หวังว่าอาจารย์จะชดเชยอะไรให้ด้วย!"
เคริโอส "ฉันจะไม่ขอให้เธอยกโทษให้หรอกนะ....... และไม่คิดว่าฉันจะชดเชยอะไรให้เธอได้ด้วย......"
เซนด้า "แล้วอาจารย์จะมาหาผมทำไม ?"
เคริโอส "ฉันมาเพื่อมอบสิ่งนี้ให้เธอ"
พูดเสร็จเธอก็เอามือล้วงลงไปใต้กางเกงในของตัวเอง แล้วหยิบแท่งเล็ก ๆ อันเท่านิ้วก้อยอันหนึ่งออกมาจากตรงนั้น
เซนด้ากลืนน้ำลายเอื้อก เขามองตาค้างเมื่อเห็นมือของอาจารย์สาวล้วงลงไปตรงนั้น เล่นเอาเขาเห็นของดีวับแวมออกมาด้วย แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะถามว่า "ของที่อาจารย์หยิบออกมาคืออะไร ?"
เคริโอสทำตาเยิ้มเล็กน้อย แล้วตอบว่า "อาส์... อา.... มันคือกุญแจห้องทดลองลับ จากนี้ไปฉันยกห้องทดลองให้เธอ"
เซนด้า "ผมจะเอาไปทำไม ?"
เคริโอส "เอาไว้สร้างโลกใหม่ตามความต้องการของเธอเอง"
เซนด้าจ้องไปที่กุญแจในมือเคริโอส เขาคิดทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมา
"เข้าใจแล้วว่า งานไล่ยิงหัวนักเลงนี้มันไม่ได้สนุกเท่าไรเลย ไม่ได้สร้างผลงานที่มีคุณค่าน่าจดจำเท่าไร แค่พออยู่ไปวัน ๆ เท่านั้นเอง เพราะอย่างนี้นี่แหละ พี่สาวถึงได้อยากทำอย่างอื่นแทน เช่น ล่าหัวกษัตริย์ซาคาร่า
ห้องทดลองลับของเคริโอส มีวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างเพียบพร้อม ฉันอาจจะใช้มันสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยเหลือโลกนี้ได้จริง ๆ
ใช่แล้ว! ฉันต้องการพลัง! พลังที่มากกว่าที่มีอยู่ตอนนี้!"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ลูกศิษย์ก็ยื่นมือออกไปรับกุญแจจากอาจารย์ เขาเก็บกุญแจลงไปในกระเป๋ากางเกง แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงถามเคริโอสว่า
"อาจารย์ยกห้องทดลองให้ผมแล้ว เท่ากับว่า อาจารย์จะไม่ใช้มันแล้วหรือเปล่า ?"
เคริโอสพยักหน้า ตอบว่า "ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้ว"
เซนด้านิ่งไปสักพัก แม้เคริโอสจะไม่บอกรายละเอียดมาก แต่เซนด้าก็พอจะคาดเดาในใจตัวเอง ได้ว่า "สิ่งที่เคริโอสเคยสร้างไว้ที่ห้องทดลองมีมากพอ จนเค้าสามารถเอาไปใช้ทำอะไรบางอย่างได้แล้วแน่ ๆ"
เคริโอสเดินตัดหน้าเซนด้าไป แล้วบอกว่า "เสร็จธุระที่ฉันจะทำกับเธอแล้ว ขอตัวละ" แล้วก็วิ่งหายไป
เจ้าหล่อนคิดในใจว่า "โลกเก่านี้ยังคงอยู่มากเกินไป ที่เมืองกาเซียส พวกทหารต่อสู้กันแทบตาย แต่ผู้คนไม่ได้ใส่ใจเลย ยังคงทำเรื่องงี่เง่าไร้แก่นสารอยู่ร่ำไป
โลกเก่าจะต้องสูญสลายไปมากกว่านี้ จึงจะเข้าสู่ยุคใหม่ได้"
ย้อนกลับมาที่เมืองกาเซียส
หัวหน้าหน่วยรบหมายเลขสอง นามว่า เพวิรี่ เนลาวิส ขับรถมอร์เตอร์ไซค์ไปที่เมืองกาเซียส พลางคิดไปว่า
"เป็นทหารนี่ มันดูเหมือนจะเป็นอาชีพที่มีเกียร์ติ มีตำแหน่งสูงส่งกว่าคนธรรมดานะ แต่ว่า มันไม่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีนักหรอก ทั้งที่พวกเราอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตแทบตาย แต่คนทั่วไปก็ไม่ค่อยสนใจพวกเรา ในยามสงบศึกพวกเราก็ดูไม่ค่อยมีความหมายเอาเสียเลย
รัฐบาลของทุกประเทศ ต่างก็ให้ความสำคัญด้านการทหารน้อยลง แน่ละ! เพราะว่าทหารไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยตรงเลย และความจริงแล้ว ฉันก็ไม่ได้กระหายการฆ่าฟันนักหรอกนะ ที่สู้ ๆ กันมาน่ะ เพราะสถานการณ์บังคับทั้งนั้น
ดังนั้น...... ฉันก็ต้องหาอย่างอื่นทำเสียบ้างแล้ว.... จะมัวเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้เยอะ ๆ น่ะ เขาก็ไม่เหลียวแลเราหรอก
โรงงานธารชีวิตนี้แหละ คือคำตอบที่เหมาะสมที่สุดแล้ว มันเป็นผลดีมากกว่าทำสงครามใช้กำลังสู้กันอยู่แล้ว
น่าจะถึงยุคที่ทัสคาล ไม่ต้องก้มหัวให้ประเทศที่ผลิตเชื้อเพลิงจากฟอสซิลอีกต่อไปแล้ว
ฉันก็เป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา ฉันอุตส่าห์ระดมทุนจากนายทุนได้ตั้งมากมาย นำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมสภาจนท่านเมเร่เห็นชอบ น่าเสียดายที่ท่านเมเร่ไม่อยู่แล้ว ก็เหลือฉันนี่แหละ ยังไงฉันก็ต้องทำให้มันดำเนินต่อไปได้"
เพวิรี่จอดรถไว้ที่หน้าที่ว่าการเมือง แล้วเดินเข้าไปในอาคาร ก็พบว่าผู้ที่อยู่เจรจากับเขา ไม่ใช่แดรนซิสแต่เป็นแคเรวิน ผู้ปกครองเมืองกาเซียสคนปัจจุบันนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ข้าง ๆ ตัวแคเรวินมีคู่หูของเธอยืนอยู่ด้วย บนโต๊ะของเธอวางเปล่า ไร้ซึ่งกองเอกสารใด ๆ
เพวิรี่เปิดประเด็นอย่างตรง ๆ ว่า "ตอนนี้สงครามจบลงแล้ว โครงการสร้างโรงงานธารชีวิตที่เคยชะงักไป ก็สมควรจะดำเนินต่อไปได้แล้ว"
มาถึงแคเรวินก็ตัดบทไปเลยว่า "ฉันอยู่ที่นี่เพื่อรักษาความสงบของเมืองเท่านั้น เรื่องโครงการก่อสร้างทั้งหลาย ฉันไม่ได้อยากจะยุ่งเกี่ยวด้วยหรอกนะ คนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ ควรจะเป็นคนในพื้นที่จริง ๆ อย่างเช่น แดรนซิส"
เพวิรี่ยักไหล่ แล้วบอกว่า "ตอนนี้คุณยึดครองพื้นที่นี้อยู่ คุณก็มีสิทธิ์ในการตัดสินใจ ผมไม่จำเป็นต้องรอแดรนซิสมาคิดแทนคุณหรอก"
แคเรวินตอบว่า "ไหน ๆ ฉันก็ไม่ใช่คนในเมืองนี้จริง ๆ อยู่แล้ว ขอตัดสินใจจากมุมมองของชาวซาคาร่าเลยแล้วกัน"
เพวิรี่ "งั้นคุณก็ลองว่ามาเลย"
แคเรวิน "งั้นฉันก็จะขอคิดในแง่ของผลประโยชน์ที่ประเทศของฉันจะได้รับก็แล้วกัน ประเทศของฉันมีพลังงานทดแทนอื่น ๆ ที่แทบจะไม่มีวันหมดอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานเป็นเลิศ ทั้งเครื่องกำเนิดพลังงานจากแรงลม แรงน้ำ แสงอาทิตย์ มีเยอะจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพลังงานจากธารชีวิตอยู่แล้ว ดังนั้น ฉันยังไม่อนุมัติให้สร้างโรงงานที่นี่หรอกนะ"
เพวิรี่ขมวดคิ้ว โวยวายว่า "นี่! ท่านมาจากซาคาร่าก็จริง แต่เมืองที่ท่านปกครองอยู่นี้ เดิมทีมันเป็นของทัสคาลนะ"
แคเรวิน "นั่นมันเป็นอดีตไปแล้ว ในเมื่อผู้ปกครองเมืองตอนนี้ ไม่ใช่ชาวทัสคาล เมืองนี้ก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของทัสคาลอีกต่อไป"
เพวิรี่ "จะบอกว่า ที่นี่จะเป็นของประเทศซาคาร่าใช่ไหม ?"
แคเรวิน "อย่างนั้นก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะว่าทหารซาคาร่าไม่ได้เป็นฝ่ายชนะสงคราม มันจบลงโดยที่ทหารทุกฝ่ายถอนกำลังออกไปเอง"
เพวิรี่ "หมายความว่า เมืองนี้เป็นของตัวคุณเองใช่ไหม ?"
แคเรวิน "ก็ไม่ถูกอีกนั่นแหละ เมืองนี้เป็นของชาวบ้านทุกคน ตำแหน่งผู้ปกครองเมืองมันก็แค่ชื่อเรียกที่ถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อให้คนเชื่อฟังบ้างเท่านั้นเอง แต่จริง ๆ แล้ว ฉันก็ไม่สามารถบังคับพวกเขาได้ทุกอย่างตามที่ฉันต้องการ ฉันเป็นแค่คนที่คอยรักษาความสงบเท่านั้น"
เพวิรี่พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ถึงกับเดินถอยหลังออกไปสามก้าว
"ถ้าอย่างนั้น เมื่อไรคุณจะถอนตัวออกไปเสียที ?"
แคเรวิน "เมื่อฉันเห็นว่าเมืองสงบได้โดยไม่ต้องมีฉันอยู่ ฉันก็จะถอนตัวไปเอง"
เพวิรี่ "แล้วนั่นนะมันเมื่อไรกัน ? มีกำหนดเวลาชัดเจนหน่อยสิ"
แคเรวิน "ถ้าอย่างนั้น ฉันขออยู่ทั้งชาติเลยได้ไหมล่ะ ?"
เพวิรี่ "จะมากไปแล้วนะ! อุ๊บ~!"
ยังไม่ทันจะด่ากันต่อ ปลายดาบเรียวแหลม ก็พุ่งเข้าไปที่คอของเพวิรี่ เขาเปิดบาเรียออกมากันได้ ปลายดาบกระแทกเข้าใส่บาเรียอย่างจัง แสงจากบาเรียนั้นจางลงไปมากหลังจากโดนแทงสำเร็จ แล้วเจ้าของดาบก็ดึงดาบเข้าหาตัว ผู้ที่ถือดาบเล่มนั้นคือคู่หูสาวของแคเรวิน สีหน้าของหล่อนดูดุดันมาก ลินแทงซ้ำเข้าไปอย่างรวดเร็ว คราวนี้ดาบแทงทะลุบาเรียได้ แล้วปลายดาบก็จ่ออยู่ที่คอของเพวิรี่
"คนที่ควรจะพูดอย่างนั้นน่ะ คือฉันต่างหาก ถ้ามารังควานแคเรวินอีกละก็ ฉันแทงเละแน่"
เพวิรี่ตกใจมาก เขาก้าวถอยหลังไป แล้วลินก็ก้าวเท้าตามเขาไปด้วย ระยะห่างระหว่างปลายดาบกับคอหอยไม่ได้มากกว่าเดิมเลย
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!! ฉันไม่ยอมให้ใครขัดขวางความก้าวหน้าของทัสคาลหรอก!! คราวหน้าฉันจะทำให้พวกแกหายไปจากที่นี่เอง!" พูดเสร็จแล้ว เพวิรี่ก็วิ่งหนีไปดื้อ ๆ
ลินกับแคเรวินหันมามองหน้ากัน ลินพูดก่อนว่า "นี่ เธอคิดว่าฉันทำรุนแรงเกินไปหรือเปล่า ?"
แคเรวิน "ถ้าไม่เล่นแรงแบบนั้นได้ ก็คงจะดีกว่า แต่ก็ช่างมันเถอะ ดูจากท่าทางของทหารคนนี้แล้ว ถึงเธอไม่ทำอะไร เขาก็มาหาเรื่องพวกเราอีกรอบอยู่ดี พวกเราคงอยู่อย่างสงบที่นี่ได้อีกไม่นาน"
ลิน "นั่นนะสิ แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันต่อดี ?"
แคเรวิน "ก็อยู่นานเท่าที่อยู่ได้ไปก่อน แล้วก็หาทางกลับซาคาร่า"
ลิน "พวกเราจะกลับได้ยังไงกันเล่า จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่าเดินทางกันเล่า"
แคเรวิน "งั้นเราก็จัดคอนเสิร์ตเสียเลย"
ลิน "หา~!?"
แคเรวิน "พวกเราหาเงินด้วยวิธีอื่นเป็นเสียที่ไหนกันล่ะ? พวกเราไม่ควรเกาะแดรนซิสกินอย่างนี้ไปตลอดหรอกนะ"
ลิน "แล้วพวกเราจะจัดกันยังไงล่ะ ?"
แคเรวิน "ก็ทำเหมือนอย่างที่พวกเราเคยทำนั่นแหละ แต่คราวนี้ จัดเวทีให้มันเด่นสง่าสักหน่อยก็พอ แล้วก็ป่าวประกาศให้คนรู้กันเยอะ ๆ จะได้มาฟังกันเยอะ ๆ"
ลิน "รับทราบ~! ฉันจะจัดการให้! พวกเราจะได้กลับประเทศกันเสียที!"
ทางด้านของเซนด้า
ตอนนี้ ร่างกายของเขายังคงบาดเจ็บจากการต่อสู้กับพวกนักเลงอยู่ ทันทีที่ได้รับกุญแจก็เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยทันที โดยไม่ได้กลับไปที่บ้านก่อน เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงห้องทดลองลับ เขาใช้กุญแจที่เคริโอสให้มาเปิดห้องเข้าไป แล้วเขาก็ตกใจ ทำหน้าเหวอ เมื่อพบกับผู้หญิงหุ่นเพรียวสวย นมใหญ่ สะโพกใหญ่ เอวคอด สัดส่วนโค้งเว้าสวยงาม ผมยาวสีน้ำเงิน กำลังแก้ผ้านั่งเล่นอยู่ในห้อง
ผู้หญิงคนนี้เห็นเซนด้าเปิดประตูเข้ามาก็ยังทำหน้าตาเฉย ๆ อยู่ เธอหันไปทักชายผู้มาเยือนว่า "เธอคือ เซนด้า เกรสโทรี่ สินะ"
เซนด้า "เธอรู้จักฉันได้ยังไง แล้วก็ ใส่เสื้อผ้าก่อนเถอะ โชว์ให้ผู้ชายอย่างฉันเห็น ไม่อายบ้างหรือไง"
สาวผมน้ำเงินตอบเสียงหวานว่า "เฮ้อ~ ถ้าเป็นคนอื่นละก็ ฉันไม่ให้ดูอย่างนี้หรอกน้า~~ เคริโอสบรรจุข้อมูลของของเธอลงในหัวฉันแล้ว เธอนี่ก็ดูดีใช้ได้นะ~"
เซนด้าทำหน้าหงิก เดาดูเล่น ๆ ว่า "เธอคือ Homunculus ของเคริโอสใช่ไหม ?"
สาวผมน้ำเงิน "ใช่แล้ว ฉันคือ Homunculus หมายเลข 5 ของเคริโอส ชื่อว่า เรดิเอลด์ เดลาซิวาร์"
เรดิเอลด์ชี้ไปทางหลอดแก้วขนาดใหญ่กว่าตัวเองนิดหน่อย แล้วบอกว่า "ร่างกายของฉันเพิ่งจะสมบูรณ์วันนี้เอง อยู่ในหลอดนั่นนาน ๆ มันก็เบื่อนะ"
เซนด้า "เรดิเอลด์........ Homunculus หมายเลข 5 ของเคริโอส... หึ จะบอกว่า "ถึงเห็นก็เอาไปไม่ได้" เหมือนคนที่สร้างเธอใช่ไหม ?"
เรดิเอลด์ชี้หน้าไปทางเซนด้า แล้วตอบว่า "ผิด!! ถ้าเธออยากเอา ก็มาเอาเลย~ ถ้าเป็นเธอน่ะ ฉันยอมอยู่แล้ว~"
เซนด้า "เธอนี่ใจง่ายเหมือนคนสร้างเธอเลยนะ"
เรดิเอลด์ "ตกลงจะเอาหรือไม่เอา ?"
เซนด้า "ก็อยากเอาอยู่หรอก แต่คิดว่าคนที่เพิ่งญาติเสียจะสนุกสุดเหวี่ยงกับเรื่องพรรค์นี้ได้เต็มที่เหรอ ? และเธออยากจะมีอะไรกับคนที่เธอไม่ได้รักจริง ๆ เหรอ? เก็บตัวเธอเองไว้ให้คนที่เธอรักจริง ๆ จะดีกว่านะ"
คำพูดส่วนสุดท้ายของเซนด้าเมื่อครู่ ในให้เรดิเอลด์ฉุกคิดขึ้นมาได้นิดนึง เธอเลยตัดใจ บอกว่า "เฮ้อ พวกมนุษย์ที่เข้าใจยากเสียจริง เอาเถอะ คนที่สร้างฉันขึ้นมา ก็ไม่ค่อยบังคับใครเหมือนกัน แต่ถ้าเธอต้องการฉันละก็ มาหาฉันกับเคริโอสได้ที่เมืองกาเซียส"
เซนด้า "พวกเธอจะไปยึดเมืองกาเซียสเหรอ ?"
เรดิเอลด์ "ไม่จำเป็นต้องยึดตอนนี้หรอก แค่ไปกบดานอยู่เฉย ๆ ก่อน พอแคเรวินกลับประเทศ เมืองกาเซียสก็จะเป็นของแดรนซิสเอง เรื่องหลังจากนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เธอจำเป็นต้องรู้"
เซนด้า "โอ้โห แม้กระทั่งข่าวสารใหม่ ๆ อย่างเรื่องแคเรวิน แดรนซิส เธอก็รู้ด้วยเหรอ"
เรดิเอลด์ "เคริโอส เพิ่งอัพเดทข้อมูลนี้ให้ฉัน ก่อนที่ร่างของฉันจะสมบูรณ์เมื่อไม่นานนี้เอง"
แล้วเรดิเอลด์ก็ใส่เสื้อผ้า เป็นเสื้อผ่าอกที่แหวกกว้างมาก แค่ขยับตัวนิดหน่อยก็เห็นหัวนมวับแวมออกมาแล้ว กระโปรงสั้นเว้าข้าง โชว์ขอบกางเกงใน ดูแล้วชวนให้อยากรู้อยากเห็นส่วนที่อยู่ข้างใต้เสื้อผ้าเสียจริง เธอเก็บข้าวของ แล้วเดินไปทางประตูห้อง แต่ก่อนที่จะก้าวเท้าพ้นประตูไป เธอก็ก้าวเท้าถอยหลังออกมา แล้วหันหน้าไปหาเซนด้า จากนั้นก็กระโจนเข้าใส่หนุ่มน้อย
"อุ๊บ~! อ้าก~!"
เรดิเอลด์กดร่างของเซนด้าจนล้มลงไป เจ้าหล่อนนั่งคร่อมอยู่บนตัวเซนด้าที่กำลังบาดเจ็บอยู่ เซนด้าดิ้นขัดขืนแต่ก็ชะงักไป เพราะกำลังบาดเจ็บอยู่จึงดิ้นแรงมากไม่ไหว
เซนด้าถามด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า "เจ็บนะ..! นี่.. เธอ.. จะทำอะไรกัน ?"
เรดิเอลด์ทำตาเยิ้ม ตอบเสียงหวานว่า "ช่วยให้เธอหายเจ็บไง~"
แล้ว Homunculus สาว ก็ก้มตัวลงไป ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เซนด้าเรื่อย ๆ แล้วก็ประกบปากต่อปากกับเซนด้า เธอดูดปากเล่นลิ้นอยู่กับหนุ่มน้อยอย่างเมามัน แล้วตัวทั้งคู่ก็ค่อย ๆ เรืองแสงสีฟ้าออกมา แผลทุกจุดบนตัวเซนด้าสมานตัวเองอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วครู่ความเจ็บปวดของเซนด้าก็หายไป
เรดิเอลด์ถอนปากออกมาทั้งที่ยังอ้าปากอยู่ น้ำลายของทั้งคู่เยิ้มเป็นเส้นอยู่ระหว่างปลายลิ้นของทั้งคู่
"อาส์... อา.... นี่คือความสามารถของฉัน ฉันสามารถเร่งการสมานแผลได้ด้วยวิธีนี้"
ร่างกายของเซนด้ายังคงเรืองแสงสีฟ้าอยู่ เขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างในตัวเองที่กำลังพุ่งพล่าน
เรดิเอลด์ลุกขึ้นยืน แล้วบอกว่า "ไปก่อนนะจ้ะ ถ้าติดใจก็มาที่เมืองกาเซียส แล้วฉันยินดีจะให้เธอ ตามที่เธอต้องการ" จากนั้นก็เดินส่ายสะโพกออกไปจากห้อง
เซนด้าลุกขึ้นยืนได้อย่างรวดเร็ว เขาคิดใจในว่า "รู้สึกว่าตัวเบาสบายกว่าปกติเยอะเลยแฮะ" เมื่อลองก้าวเท้าดู ก็พบว่าสามารถก้าวออกไปได้เร็วกว่าปกติมาก มันช่วยให้เซนด้าเริ่มสำรวจสิ่งต่าง ๆ ในห้องทดลองได้ไวเหลือเชื่อ
เวลาผ่านไปไม่นานนัก แสงสว่างจากตัวเซนด้าก็วูบลง พลังที่เพิ่มขึ้นชั่วขณะก็หมดไปแล้ว เขารู้สึกว่าตัวกลับมาหนักอึ้งเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกเจ็บไม่กลับมาแล้ว เขาพูดกับตัวเองว่า
"เฮ้อ.... เป็นความสามารถที่ได้ผลดีจริง ๆ แต่เปลืองตัวชะมัด... จะขอใช้ทีนึงนี่เกรงใจเหลือเกิน... ต่อไปนี้ เค้าจะใช้ความสามารถแบบนี้กับใครอีกนะ...?
จะว่าไป ตอนที่กำลังจูบกับเค้า ฉันก็รู้สึกดีจริง ๆ นะ..... แต่ฉันกลับรู้สึกละอายที่จะเสพสุขจากมัน... มนุษย์นี่มันเข้าใจยากอย่างที่ Homunculus ผู้นั้นกล่าวมาจริง ๆ นั่นแหละ...
ถ้าสักวันหนึ่ง ฉันลืมความเศร้าที่พี่สาวตาย ฉันจะแสวงหาความสุขแบบนี้ใส่ตัวได้โดยไม่รู้สึกกังวลใจได้จริง ๆ หรือเปล่านะ ?
แต่ฉันจะปล่อยวางความรู้สึกเศร้านี้ไปได้จริง ๆ เหรอ.......?
จากที่สำรวจดูคร่าว ๆ เครื่องมือต่าง ๆ ก็เหลือเฉพาะเครื่องที่เคลื่อนย้ายได้ยาก วัตถุดิบต่างก็เหลืออยู่ไม่มาก ปัจจัยการผลิตมันเหลือน้อยกว่าตอนที่ฉันเคยเข้ามาที่นี่ครั้งก่อน ๆ เสียอีก เงินฉันก็มีติดตัวไม่มาก ซื้ออะไรเพิ่มไม่ค่อยได้แล้ว แล้วฉันจะทำอะไรได้บ้างนะ... ?"
3 วันต่อมา ณ ที่ว่าการเมืองกาเซียส
เวลาประมาณ 19.00 น. ท้องฟ้ามืดแล้ว เหลือเพียงแสงจากหลอดไฟธรรมดา ๆ ไม่มีแสงสีพิเศษใด ๆ มีสายไฟส่วนหนึ่งเชื่อมต่อเข้ากับระบบกระจายเสียงส่วนกลางของเมืองกาเซียสด้วย กล้องก็กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ เช่นกัน
แคเรวินจัดคอนเสิร์ตอีกครั้ง ณ ลานหน้าที่ว่าการเมืองกาเซียส ครั้งนี้พวกเธอจัดเวทีแสดงให้คนทั่วไปเข้ามาชมได้ เวทีเป็นแค่ถังไม้วางเรียงกัน แล้วเอาไม้กระดานปูเป็นพื้นเท่านั้น บนเวทีมีขาตั้งไมค์และขาตั้งคีย์บอร์ดวางอยู่แล้ว เครื่องเสียงกระจายตามจุดต่าง ๆ ทั่วบริเวณ ไม่มีเก้าอี้วางเตรียมไว้ให้ หากใครจะมาชมก็ยืนดูกันตามสะดวก
ผู้คนแห่กันมามากมาย จนล้นสถานที่ แทบจะไม่มีที่ว่างเหลือในลานกว้างนี้เลย
ที่หน้าทางเข้างาน มีโล่โลหะที่แคเรวินเก็บมาได้เมื่อหลายวันก่อน มันวางอยู่บนถังใบใหญ่ใบหนึ่ง บนโล่ที่มีรอยถูกฟันทะลุอยู่ตรงกลางนั้น มีป้ายแปะอยู่ บนป้ายมีข้อความว่า "แล้วแต่จะบริจาค"
แดรนซิสยืนมองตู้รับบริจาคนั้น ก็ออกความเห็นว่า "เข้าท่าดีนะ รอยถูกฟันทะลุบนโล่ เอามาเป็นช่องหยอดเงินได้พอดีเลย มันคงจะเป็นอนุสรณ์แห่งสงครามที่ติดตาคนไปอีกนาน"
โดมิแนทก็ติดตามแดรนซิสมาด้วย เธอถามเสียงเรียบว่า "ตามปกติแล้ว คนขี้เกียจอย่างท่าน ยึดความสะดวกสบายเป็นที่ตั้ง น่าจะอยู่ที่บ้านมากกว่านะคะ ยังไงงานนี้ก็มีถ่ายทอดสดอยู่แล้ว"
แดรนซิส "ที่ข้าชอบหนีภาระที่หนีได้ ก็เพราะว่าข้าอยากมีเวลามาหาความรื่นรมย์แบบนี้ไงล่ะ"
โดมิแนทยังคงหน้าตาย เหมือนเดิม เธอพูดต่อไปว่า "ท่าทางท่านสนใจตู้รับบริจาคนั้นเหลือเกิน จะไม่หยอดลงไปสักหน่อยหรือคะ ?"
แดรนซิส "คงไม่ละ ระหว่างที่พวกเค้าอยู่ในเมืองนี้ ข้าซื้อหมึกปิ้งให้กินตั้งเยอะแล้ว แถมงานนี้ข้ากับเจ้าก็อุตส่าห์ช่วยแบกข้าวของ มาจัดเวทีตั้งเยอะแยะ"
แสงไฟบริเวณรอบ ๆ ดับลง เหลือแต่แสงสปอตไลท์ที่ส่องไปที่เวทีเท่านั้น แคเรวินถือคีย์บอร์ดประจำตัวเดินขึ้นเวทีไป เธอวางมันลงไปบนขาตั้งที่วางอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว เธอใช้มือขยับไมค์ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จากนั้นก็กล่าวทักทายว่า
"สวัสดีชาวเมืองกาเซียสทุกท่าน รวมถึงทหารซาคาร่าที่ยังไม่เดินทางกลับประเทศด้วย ฉันรู้สึกยินดีจริง ๆ ที่มีคนตอบรับมากขนาดนี้"
แคเรวินนึกถึงภาพนางฟ้าองค์ที่เคยแว่บเข้ามาในหัวอีกครั้ง แล้วตัวแคเรวินเองก็ออกเสียงพูดประโยคเดียวกับที่นางฟ้าองค์นั้นเคยพูด
"นี่คือความหวังจากฉัน รับมันไว้ด้วย"
จากนั้น นิ้วชี้ข้างซ้ายของแคเรวินก็กดคีย์บอร์ดลงไปอย่างนุ่มนวล เธอกดโน๊ตแต่ละตัวอย่างช้า ๆ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่ง กดปุ่มบนคีย์บอร์ดฝั่งขวา เป็นเสียงเลียนแบบเครื่องดนตรีอีกชนิดหนึ่ง ประสานเสียงกันอย่างลงตัว
งานนี้ไม่มีเอฟเฟคแสงที่เป็นปาฏิหาริย์ใด ๆ ไม่มีแสงสีรุ้งเจิดจ้าออกมาจากคีย์บอร์ด ไม่มีปีกแสงงอกออกมาจากกลางหลัง ไม่มีขนนกแสงร่วงลงมาจากท้องฟ้า
แม้จะไม่มีปาฏิหาริย์เหล่านั้นให้เห็นด้วยสายตา แต่เสียงเพลงของเธอยังคงไพเราะดุจนางฟ้าทรงโปรด
แม้จะไม่ใช่นางฟ้าจริง ๆ แต่พลังเสียงของมนุษย์ที่เหมือนนางฟ้านี้ ก็สร้างความซาบซึ้งเปี่ยมล้นหัวใจของผู้คนได้แล้ว